เดิมพันประโยชน์ชาติ รัฐบาลเดินหน้าสู่เวที UNCLOS หวังยุติข้อพิพาทเขตแดนทะเลกับกัมพูชาที่ยืดเยื้อนานกว่า 25 ปี จับตาทุกย่างก้าวบนเวทีเจรจาระหว่างประเทศ
ภายหลังปล่อยให้ปัญหาการกำหนดเขตทางทะเลไทย-กัมพูชายืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี ล่าสุดรัฐบาลไทยตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตามคำร้องของกัมพูชา ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นทางออกของข้อพิพาทที่คาราคาซังมานาน หรือจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องรับมือในเวทีระหว่างประเทศ
ในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. กรกะทรวงการต่างประเทศได้จัดแถลงข่าวเรื่อง ไทยตอบเข้าร่วมกระบวนการประนอมเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) โดยนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
นางมาระตี กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชาแจ้งการตอบรับเข้าร่วมกระบวนการ UNCLOS ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือแจ้งริเริ่มกระบวนการ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน โดยเนื้อหาที่ส่งไปถึงกัมพูชามี 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก ฝ่ายไทยได้แจ้งย้ำวัตถุประสงค์ของไทยในกระบวนการนี้ เป็นไปเพื่อกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น ประเด็นที่สองคือ การแจ้งแต่งตั้งตัวแทนของไทยสองคน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในกระบวนการ UNCLOS ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนหลัก (Agent) และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ คูเวต เป็นรองตัวแทน (Deputy Agent) ประเด็นที่สามคือ การแจ้งชื่อผู้ประนอมสองคน ที่ไทยเป็นฝ่ายเลือก ได้แก่ อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์ แมน ชาวแอฟริกาใต้ และ รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านกฎหมายทะเล และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ
สำหรับขั้นตอนในการประนอมภาคบังคับ ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ไทยได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชา หรือนับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ประนอมทั้ง 4 คน ได้แก่ 2 คนจากที่ฝ่ายไทยเลือก และ 2 คนจากฝ่ายกัมพูชาเลือก จะต้องแต่งตั้งคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม และจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน หรือสามารถขยายระยะเวลาตามความเหมาะสม ในการจัดทำรายงาน หารือ เจรจา หรือรับทราบมุมมองของทั้งสองประเทศ รวมเป็นข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้เอกสารข้อเสนอแนะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นแนวทางให้ประเทศคู่กรณีใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายต่อไป ให้กลับมาสู่แนวทางที่ไทยเสนอมาตั้งแต่ต้นคือ การเจรจาทวิภาคี นางมาระตี ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ การประนอมไม่ใช่การขึ้นศาล ผู้ประนอมไม่ใช่ทนายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เป็นผู้ที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ เป็นคนกลางที่จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย และพยายามจะหาจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นผลลัพธ์ของการประนอมจะไม่ใช่คำพิพากษา หรือเป็นประเด็นที่มีผลผูกพันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นข้อเสนอแนะแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไทยในฐานะสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศที่ดี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎกติกาสากล ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการประนอม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของไทยภายใต้ UNCLOS ในฐานะที่เป็นรัฐภาคี
นางมาระตี กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมและเตรียมการด้านต่าง ๆ โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่โดยความเป็นมืออาชีพ ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งจะนำเสนอความคืบหน้าอย่างเป็นระยะ ไทยเข้าร่วมกระบวนการด้วยความสุจริตใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการประนอมจะสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่าย ยุติข้อพิพาทเรื่องเขตทางทะเลได้อย่างสันติและยั่งยืนในอนาคตต่อไป
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าหากคณะกรรมาธิการมีผลสรุปออกมาไม่ได้เป็นคุณ เป็นการเสียประโยชน์ และเราไม่ยอมรับส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยหรือไม่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า คำว่า เสียประโยชน์ หรือ ได้ประโยชน์ เรายังไม่สามารถพูดแบบนั้นได้ หากสังเกตทางสื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อหลักทั้งสองฝ่าย เวลาพยายามจะลากเส้นเคลมจะต้องลากให้ถึงที่สุดของทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา ถึงจุดหนึ่งจะต้องได้เส้นที่เหมาะสมและน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุด ไม่อยากใช้คำว่าแพ้หรือชนะ แต่เชื่อว่าจะชนะด้วยกันทั้งคู่ หากมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้ค้างเติ่งมา 25-26 ปี เราไม่สามารถใช้ทรัพยากรทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วจะชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย

