xs
xsm
sm
md
lg

รับความจริงไม่ได้! 'ทรัมป์' เดือดขู่ฟ้องนิวยอร์กไทม์ส 'ทรยศชาติ' หลังรายงาน US ล้มเหลวในสงครามอิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ดำเนินคดีทางกฎหมายกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ต่อกรณีที่รายงานข่าวเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับเป้าหมายและผลลัพธ์ของสงครามในอิหร่าน เรียกรายงานข่าวของสื่อมวลชนแห่งนี้ว่าเป็น "การทรยศชาติ"

ความเดือดดาลนี้มีต้นตอจากบทความหนึ่งที่เขียนโดยผู้สื่อข่าว นีล แม็คฟาร์คูฮาร์ และเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์(21มิ.ย.) พาดหัวว่า "อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังจากสงครามดำเนินมาเกือบสี่เดือน? พวกนักวิเคราะห์บอกว่าไม่มากนัก"

แม็คฟาร์คูฮาร์ เขียนในบทความว่าพวกที่สงสัยต่าง "แสดงความงุนงง" เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสงคราม โดยให้เหตุผลว่า “ทั้งตัวสงครามเองและข้อตกลง ไม่ได้ทำให้ภัยคุกคามหลักที่มาจากอิหร่านสิ้นสุดลงแต่อย่างใด"

เขาได้อ้างความเห็นของ เคทลิน ทาลแมดจ์ ศาสตราจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านประเด็นความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ที่กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจที่เห็นพ้องกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน "เป็นผลมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯกระทำการเกินตัว เกินขีดความสามารถของตนเอง"

ทรัมป์ ตอบโต้ผ่านข้อความที่โพสต์บนทรูธโซเชียลเป็นชุดๆในวันอาทิตย์(21มิ.ย.) เรียกสื่อมวลชนแห่งนี้ว่า "ทุจริตและล้มเหลว" และอ้างว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลได้ฉีกศักยภาพทางทหารของอิหร่านเป็นชิ้นๆ กำจัดผู้นำอิหร่านไปถึง 2 หนและทำลายล้างเศรษฐกิจของประเทศแห่งนี้

"ฮอร์มุซเปิดแล้ว น้ำมันกำลังไหลบ่าออกมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯและตำแหน่งงานอยู่ในจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยังจะมาถามว่ามีอะไรเปลี่ยนไป พวกแกมันทุจริตและพวกขี้ขลาดที่ไร้จรรยาบรรณ" ทรัมป์เขียน

ต่อมา ทรัมป์ ได้โพสต์อีกข้อความ กล่าวหาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่ารายงาน "ข้อเท็จจริงบิดเบือนและแต่งแต้มขึ้นมา" และให้คำจำกัดความบทความดังกล่าวว่าเป็นการทรยศ "ผมจะเพิ่มเติมรายงานข่าวอันเป็นเท็จและไร้สาระทั้งหมดของพวกเขา เข้าไปยังคำฟ้องเล่นงานพวกเขาหลายพันล้านดอลลาร์ พวกเขาเป็นอาชญากร"

ประธานาธิบดีทรัมป์ โวยวายว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้กลายมาเป็นกระบอกเสียงเต็มกำลังของพรรคเดโมแครต และการฟ้องร้องนี้เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามกอบกู้เกียรติภูมิคืนสู่สื่อมวลชน

นิวยอร์กไทม์ส ปฏิเสธคำกล่าวหา โดยบอกว่ามันไม่มีมูลความจริง และเป็นความพยายามกดขี่ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้ารายงานข่าว "โดยปราศจากความกลัวหรือความลำเอียงต่อไป"

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)