แนวโน้มการสมัครใจบอยคอตต์ของพลเมืองกัมพูชา ประกอบกับการปราบปรามเชิงรุกจัดการการหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจ้าหน้าที่กัมพูชา กำลังผลักให้ภาคส่งออกของไทยเผชิญกับเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจบีบรัดอย่างรุนแรง ตามรายงานของสื่อมวลชนเขมรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ในรายงานข่าวของเว็บไซต์ข่าวเคบีเอ็นนิวส์ของกัมพูชา ยังตั้งคำถามว่า สินค้าไทยกำลังจะหายไปจากตลาดกัมพูชาใช่หรือไม่ หลังจากสินค้าไทยได้เข้ามารุกและครองตลาดกัมพูชา มาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ
เคบีเอ็นนิวส์อ้างรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ชี้ว่าแม้ความจริงแล้วสินค้าไทยไม่อาจหายไปจากตลาดกัมพูชาโดยสิ้นเชิง แต่สินค้าไทยในกัมพูชาจะค่อยๆลดลงไปตามลำดับ และจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านการขายอย่างเป็นระบบ
รายงานระบุว่าปัจจัยแห่งวิกฤตอันเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันเป็นผลลัพธ์จากนโยบายที่เข้มงวดและการคำนวณเชิงกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทยเอง ซึ่งตัดสินใจปิดด่านชายแดนทางบกแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อใช้เศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์กดขี่กัมพูชา
สื่อมวลชนเขมรแห่งนี้อ้างว่าแรงกดดันหนักหน่วงได้ย้อนกลับไปทำร้ายไทยเอง เนื่องจากรัฐบาลกัมพูชาและภาคเอกชนประสบคามสำเร็จในการต่อสู้กลับด้วยการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนเส้นทางการนำเข้าไปยังคู่หูระหว่างประเทศรายใหม่ อย่างเช่น จีน เวียดนาม และลาว เพื่อทดแทนสินค้าไทย
ในขณะเดียวกัน เคบีเอ็นนิวส์ อ้างว่าสินค้าไทยที่มีอยู่ ก็กำลังสูญเสียโอกาสในการแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การรณรงค์บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดของทางการกัมพูชา โดยสินค้าไทยทุกประเภทของลักลอบผ่านด่านชายแดนทางบกที่ยังถูกปิดอยู่ จะถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีและผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง
ด้วยการการปราบปรามอย่างเข้มงวดต่อคลังสินค้าที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน ทำให้สินค้าไทยต้องเบี่ยงไปใช้เส้นทางน้ำหรือการขนส่งทางอากาศ เป็นเหตุให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น และผลลัพธ์ก็คือเกิดวิกฤตการขาย เนื่องจากมันมีราคาแพงเกินไป จากคำกล่าวอ้างของเคบีเอ็นนิวส์
(ที่มา:เคบีเอ็นนิวส์)

