กระแสตั้งคำถามเรื่อง “ค่าไฟทาง” ถูกนำมารวมในบิลค่าไฟบ้านยังคงเป็นที่สนใจ หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดแนวทางปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ ขณะที่นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” เปิดข้อมูลโครงสร้างค่าไฟไทย ระบุว่าประชาชนมีส่วนร่วมรับภาระไฟสาธารณะของท้องถิ่นบางประเภทผ่านค่าไฟฐาน ไม่ใช่ค่า Ft พร้อมเสนอให้รัฐปรับระบบให้โปร่งใส แยกค่าใช้จ่ายชัดเจน และใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่อลดต้นทุนระยะยาว
จากกรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยแนวทางปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยยอมรับว่า ปัจจุบันมีต้นทุนบางส่วนที่ถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย หนึ่งในนั้นคือค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะของภาครัฐ ซึ่งถูกบวกเข้าไปในต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และสุดท้ายประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและนักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธการสังคม ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็นกระแสข่าวเรื่อง “ค่าไฟส่องสว่างตามถนนถูกนำมารวมในบิลค่าไฟบ้าน” ถูกอธิบายว่า ตามโครงสร้างค่าไฟไทย ประชาชนมีส่วนร่วมรับภาระเฉพาะไฟสาธารณะของท้องถิ่นบางประเภท ผ่านการเฉลี่ยเป็นต้นทุนในค่าไฟฐาน ไม่ใช่ค่า Ft โดยเป็นโควตาไฟสาธารณะที่ได้รับยกเว้นค่าไฟให้ อปท. ไม่เกิน 10% ของหน่วยจำหน่ายในพื้นที่ คิดเป็นประมาณ 2-2.5% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ หรือราว 10-15 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ไฟทางหลวงสายหลักและไฟหน่วยงานรัฐบางประเภทไม่ได้รวมอยู่ในส่วนนี้ โดยข้อเสนอคือควรปรับระบบให้โปร่งใส แยกภาระค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟประชาชนหรือแสดงรายการให้ชัดเจน รวมถึงใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น LED และโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุนระยะยาว ทั้งนี้เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีครับ เมื่อมีกระแสการหยิบยกตัวเลขและข้อมูลจากสื่อโซเชียลว่า “ไฟส่องสว่างตามท้องถนน หรือไฟทางหลวงที่เราเห็นเปิดกันทุกคืน แท้จริงแล้วถูกนำมามัดรวมหารเฉลี่ยให้ประชาชนจ่ายในบิลค่าไฟบ้าน” จนสร้างความฉงนใจให้คนในสังคมว่า “ในเมื่อเราทุกคนจ่ายภาษีท้องถิ่นและภาษีที่ดินไปแล้ว ทำไมเรายังต้องมาแชร์ค่าไฟทางในบิลบ้านอีกรอบ?”
เรื่องนี้ในมุมของข้อมูลจริงเป็นอย่างไร? ประชาชนแบกรับจริงไหม? หรือมีเทคนิคอะไรซ่อนอยู่?
ในฐานะ นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมได้ไปเจาะลึกข้อบังคับและหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการของทั้งการไฟฟ้านครหลวง (MEA), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มาสรุปเนื้อแท้เชิงโครงสร้างให้ฟังกันแบบเคลียร์ชัดครับ
ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างของรัฐ (ประชาชนจ่ายส่วนไหน/เท่าไหร่)
จากการตรวจสอบข้อกำหนดและกลไกการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ข้อเท็จจริงแบ่งออกเป็น 2 มิติที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ดังนี้ครับ:
1. ไฟทางส่วนไหนที่ "ประชาชนต้องร่วมจ่าย"?
ตามหลักเกณฑ์ของรัฐ รัฐบาลมีการกำหนดสิทธิพิเศษยกเว้น "ไม่เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าสาธารณะ" ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือเทศบาลต่าง ๆ ในโควตา "ไม่เกินร้อยละ 10" ของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งไฟสาธารณะประเภทที่ถูกนำมาหารเฉลี่ยเป็นต้นทุนแฝงในค่าไฟฐานของประชาชน คือ "ไฟส่องสว่างในพื้นที่สาธารณะทั่วไปที่ดูแลโดยท้องถิ่น" ได้แก่:
✔️ไฟส่องสว่างตามตรอก ซอย และถนนชุมชน ที่อยู่ในความดูแลของเทศบาล หรือ อบต.
✔️ไฟถนนสายรอง/ถนนเชื่อมหมู่บ้าน ที่ติดตั้งเพื่อความปลอดภัยของชุมชน
✔️ไฟส่องสว่างตามสะพานข้ามคลอง หรืออุโมงค์ท้องถิ่น
จุดที่ไม่เกี่ยว (หน่วยงานจ่ายเอง ไม่หารกับประชาชน): ไฟของสถานที่ราชการ, ไฟในสวนสาธารณะปิดที่มีรั้วกั้น, ไฟประดับเทศกาล และไฟทางหลวงแผ่นดินสายประธาน (เช่น มอเตอร์เวย์ หรือถนนสายหลักเชื่อมจังหวัดของกรมทางหลวง) ส่วนนี้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจ่ายตรง ไม่ได้นำมาคิดในระบบโควตานี้ครับ
2. คิดเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่ในบิลค่าไฟของเรา?
ในทางพฤตินัย (De Facto): ค่าไฟส่องสว่างในโควตา 10% ที่ยกเว้นให้ท้องถิ่นนี้ จะถูกคิดเป็น "ต้นทุนดำเนินงานสาธารณะ" (Operational Expense) แล้วนำไปคำนวณเฉลี่ยรวมอยู่ใน "โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฐาน" (อัตราก้าวหน้าต่อหน่วยที่เราจ่ายกัน) ไม่ใช่สะท้อนอยู่ในค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร)
ตัวเลขเม็ดเงินแฝง: ปริมาณไฟฟ้าสาธารณะในโควตานี้ คิดเป็นประมาณ 2% - 2.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งเมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้วจะตกอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 15 สตางค์ต่อหน่วย
ลองเช็กบิลบ้านตัวเองง่าย ๆ:
หากเดือนนี้บ้านคุณใช้ไฟไปทั้งหมด 400 หน่วย (คิดเป็นเงินค่าไฟประมาณ 1,600 - 1,800 บาท) เงินที่คุณร่วมหารเฉลี่ยจ่ายค่าไฟทางสาธารณะในเดือนนั้นจะซ่อนอยู่ประมาณ 40 ถึง 60 บาท ครับ!
ถอดบทเรียนต่างประเทศ เค้าทำกันอย่างไร?
เมื่อมองไปที่ประเทศอื่น ๆ ที่มีการจัดสรรงบประมาณและการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ เราจะเห็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาภาพลวงตาทางการคลัง (Fiscal Illusion) นี้ครับ:
กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ): แยกกระเป๋า 100%
ใช้หลักการแยกตามเขตอำนาจชัดเจน มิเตอร์ไฟส่องทางจะถูกแยกต่างหากและส่งบิลไปเก็บที่เทศบาลเมือง (Municipal Budget) ซึ่งหักจ่ายจากภาษีท้องถิ่นที่เก็บจากประชาชนโดยตรง ไม่มีการนำไปเฉลี่ยปนในบิลค่าไฟบ้านของประชาชนรายย่อย
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (เช่น บราซิล): ใช้โมเดลภาษีไฟทางที่โปร่งใส
มีการจัดตั้งภาษีเฉพาะที่เรียกว่า "COSIP" แม้จะเก็บรวมมาในบิลค่าไฟเหมือนกัน แต่กฎหมายบังคับให้ "แยกบรรทัดเป็นค่าภาษีไฟสาธารณะชัดเจน" เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้ว่าตนเองจ่ายเงินอุดหนุนไฟส่องสว่างไปเท่าไหร่ในแต่ละเดือน ไม่มีการหมกเม็ดคำนวณรวมเป็นต้นทุนแฝง
แนวทางการแก้ไขเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
เพื่อสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสให้เกิดขึ้นในระบบพลังงานไทย ผมเสนอ 3 แนวทางยุทธศาสตร์ที่รัฐควรขับเคลื่อนดังนี้ครับ:
1. แยกภาระและตัดงบประมาณให้ตรงจุด (Direct Accountability)
รัฐบาลและ กกพ. ต้องพิจารณาแยกภาระค่าไฟสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานของประชาชนทั่วไปอย่างเด็ดขาด โดยบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือกรมทางหลวง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง 100% จากเม็ดเงินภาษีท้องถิ่นและภาษีที่ดินที่จัดเก็บไปแล้ว
2. ปฏิรูปโครงสร้างบิลค่าไฟเพื่อความโปร่งใส (Transparency)
หากรัฐยังจำเป็นต้องใช้ระบบอุดหนุนข้ามกลุ่ม บิลค่าไฟฟ้าควรมีช่องแยกบรรทัดระบุชัดเจนว่า ในเงินทุกบาทที่เราจ่ายไป มีกี่สตางค์ที่ถูกนำไปใช้เพื่อ "สาธารณประโยชน์" เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลที่แท้จริงตามสิทธิ์แบบอารยประเทศ
3. ยุทธศาสตร์จัดการความสูญเสียด้วยเทคโนโลยีสะอาด (Efficiency)
รัฐต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไฟทางและไฟสาธารณะทั่วประเทศให้เป็นระบบประหยัดพลังงาน เช่น หลอด LED หรือการใช้ไฟทางโซลาร์เซลล์ (Solar Street Light) ในจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระและต้นทุนรวมพลังงานของประเทศลงอย่างยั่งยืน
"เพราะทุกสตางค์ในบิลค่าไฟคือหยาดเหงื่อของประชาชน การทำให้โครงสร้างราคาโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐศาสตร์... แต่คือเรื่องของ 'ความยุติธรรมทางสังคม'
คุณคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่เราควรแยกค่าไฟทางออกจากบิลบ้านอย่างเด็ดขาด? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันครับ"

