มติเฉือนป่าทับลาน 1.5 แสนไร่ส่งมอบให้ ส.ป.ก. กำลังกลายเป็นบททดสอบความโปร่งใสครั้งใหญ่ของรัฐบาล เมื่อสังคมตั้งคำถามถึงวาทกรรม 'คืนสิทธิ์ทำกินให้ผู้ยากไร้' ว่าแท้จริงแล้วเอื้อประโยชน์ให้ใคร ล่าสุดนักเขียนและนักแปลชื่อดัง 'ปราย พันแสง' ออกมาตีแผ่มหากาพย์ข้อพิพาท 40 ปี ชี้ชัดถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่ปล่อยให้นายทุนและผู้มีอิทธิพลใช้ชาวบ้านเป็นนอมินีสวมสิทธิ์ กว้านซื้อที่ดินผุดรีสอร์ตและพูลวิลล่าหรู สะท้อนความล้มเหลวของกลไกรัฐที่ไม่เคยแยกแยะเกษตรกรตัวจริงออกจากกลุ่มทุนผู้แสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเด็ดขาด
จากกรณี การทุบโต๊ะเร่งสางข้อพิพาทที่ดินทำกินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่ยืดเยื้อมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ด้วยการประกาศตัดเนื้อป่ากว่า 1.5 แสนไร่ส่งมอบให้ ส.ป.ก.ไปจัดการ ในยุคที่นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งเป็น รมว.ทส. ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่านี่คือการคืนสิทธิให้เกษตรกรผู้ยากไร้ตัวจริง หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียง "แท็กติกทางการเมือง" เพื่อเอื้อประโยชน์และล้างผิดให้กลุ่มทุนที่กว้านซื้อที่ดินเปลี่ยนมือกันแน่?
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ปราย พันแสง“ นักเขียนคอลัมน์และนักแปล ออกมาโพสต์ข้อความชี้วิกฤตการณ์ที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมากว่า 40 ปีอันสืบเนื่องจากความผิดพลาดในการกำหนดแนวเขตของรัฐที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของประชาชน
แม้ทุกฝ่ายจะมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการคุ้มครองสิทธิของชุมชนดั้งเดิมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ผืนป่า ทว่าอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐคือความไม่โปร่งใสในการพิสูจน์สิทธิ์ เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่ามีช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้นายทุนและผู้มีอิทธิพลใช้ชาวบ้านเป็นนอมินีในการสวมสิทธิ์ครอบครองที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์อย่างพูลวิลล่าหรู
ท้ายที่สุด วาทกรรม "การจัดสรรที่ดินเพื่อคนจน" จึงมักถูกนำมาใช้เป็นเพียงฉากหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการฉกฉวยทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มทุน ท่ามกลางความล้มเหลวของกลไกรัฐที่ไม่สามารถแยกแยะผู้เดือดร้อนจริงออกจากกลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“วันนี้เห็นคุณอิงฟ้าออกมาโพสต์คอลเอาท์ทับลาน เรื่องนี้ท่าจะยุ่ง เนี่ย ที่ดินแถวบ้านเราเอง มีเพื่อนบ้านไปทำรีสอร์ทแถวนั้นด้วย อยู่คนละฝั่งภูเขานี่เอง
ยิ่งมีดารา มีคนดังออกมาช่วยรณรงค์ ยิ่งทะเลาะกันแรง ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการช่วยชาวบ้าน และต้องการปกป้องป่าในอุทยานเหมือนกัน
ฟาดกันเอง ฟาดกันแรงอย่างนี้
นักการเมือง นายทุนคงนั่งหัวเราะกันสนุก
ใครที่บอกว่าที่ดิน ส.ป.ก. ซื้อขายไม่ได้นี่ไม่จริงเลย ใครอยู่แถวนี้ แวดวงนี้จะรู้ดีว่า แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ เลยก็ซื้อขายกันได้เยอะแยะ
เราเคยรู้จักชาวบ้านคนหนึ่งที่เอาที่ดินไปค้ำเงินกู้นอกระบบ จู่ๆ วันหนึ่งพบว่าหลังโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อคนอื่นได้เฉยเลย ทั้งๆ ที่เจ้าของโฉนดไม่เคยไปโอนให้
ประเทศเรามันเป็นได้ขนาดนั้นแหละ
ปัญหาที่ดินทับลานเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี เริ่มจากความผิดพลาดของรัฐเองล้วนๆ
ในช่วงปี 2519-2520 รัฐเคยนำพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาจัดสรรให้ชาวบ้านทำกินและอยู่อาศัย เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความมั่นคงในพื้นที่
แต่พอถึงปี 2524 กรมป่าไม้ประกาศตั้งอุทยานแห่งชาติทับลานโดยใช้แผนที่เก่าที่ไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง ทำให้แนวเขตอุทยานฯ ไปทับซ้อนกับที่ดินที่รัฐเองเคยจัดสรรให้ชาวบ้านไปแล้ว ผลคือชาวบ้านจำนวนมากกลายเป็นผู้บุกรุกป่าโดยไม่ตั้งใจ และมีคดีความสะสมหลายร้อยคดีตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
นอกจากปัญหาแนวเขตที่คลาดเคลื่อนแล้ว ยังมีปัญหาการบุกรุกป่าจริงที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน คือการที่นายทุนใช้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือ ลักลอบปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างยางพาราหรือปาล์มในป่า
รอจนต้นไม้โตมีอายุ แล้วค่อยตัดป่าเดิมออกเพื่อให้ดูเหมือนเป็นสวนที่ทำกินมานาน
จากนั้นจึงไปขอสิทธิ์ทำกินและขายต่อให้นายทุนผ่านสัญญากู้ยืมเงิน เพราะกฎหมายห้ามซื้อขายสิทธิ์ในที่ดิน ส.ป.ก. โดยตรง ทำให้ป่าหลายแห่งเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ และรัฐต้องเข้าไปจัดการแก้ปัญหาตามหลัง
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติปรับปรุงแนวเขตทับลาน โดยเพิกถอนพื้นที่ราว 155,865 ไร่ ส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดสรรให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อนจริง
ส่วนพื้นที่พิพาทที่เหลืออีกราว 109,420 ไร่ ซึ่งอยู่นอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการรัฐ ทางบอร์ดอุทยานฯ ตัดสินใจชะลอไว้ก่อน ไม่เพิกถอนทันที แต่จะใช้มาตรา 64 ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พิสูจน์สิทธิ์ประชาชนกว่า 5,200 รายให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน โดยใช้หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมและประวัติการครอบครองก่อนปี 2524
ส่วนคดีบุกรุกป่าที่มีอยู่ก่อนแล้วจะยังคงดำเนินต่อไปตามกฎหมาย ไม่มีการนิรโทษกรรม
ฝ่ายอนุรักษ์ นำโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายนักอนุรักษ์ ออกมาคัดค้านการเพิกถอนแบบเหมาเข่ง เพราะกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบสิทธิ์อาจไม่รัดกุมพอจนเปิดช่องให้นายทุนสวมสิทธิ์ปะปนกับชาวบ้านจริง และกลัวว่า "ทับลานโมเดล" นี้จะถูกนำไปอ้างใช้ปลดล็อกพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นทั่วประเทศ เช่น เกาะเสม็ด หรือเกาะช้าง
ส่วนฝ่ายสิทธิชุมชน อย่างกลุ่ม Land Watch THAI และชาวบ้านในพื้นที่ มองว่าการกันแนวเขตออกคือการคืนความถูกต้อง ไม่ใช่การแจกป่าให้ใคร เพราะที่ดินเหล่านี้รัฐเองเป็นผู้จัดสรรให้ชาวบ้านมาก่อน การปล่อยให้สถานการณ์คาราคาซังต่อไปมีแต่จะทำให้ชาวบ้านถือเอกสารสิทธิ์ที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ และยังต้องเสี่ยงคดีบุกรุกป่าต่อไปเรื่อย ๆ
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้อยู่ที่หลักการ เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรคุ้มครองชาวบ้านที่อยู่มาก่อนจริงและจัดการนายทุนที่บุกรุกป่าอย่างเด็ดขาด
แต่ความขัดแย้งอยู่ที่ความไว้ใจในกระบวนการตรวจสอบ ฝ่ายอนุรักษ์ไม่มั่นใจว่าหน่วยงานรัฐจะแยกแยะนายทุนออกจากชาวบ้านได้แม่นยำพอ
ในขณะที่ฝ่ายชุมชนมองว่าการรอพิสูจน์สิทธิ์โดยไม่กันแนวเขตออกก่อน คือการปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องแบกรับสถานะผู้บุกรุกป่าต่อไปโดยไม่จำเป็น
การแก้ปัญหาครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ภายใน 6 เดือนข้างหน้าจะโปร่งใสและแม่นยำเพียงพอหรือไม่
คำว่า โปร่งใสนั้น
แค่พูดถึงมันตรงนี้ ก็ปวดใจแล้ว
ถ้าจะมีรางวัลออสการ์สาขานักแสดงยอดเยี่ยมประจำผืนป่า ทับลานคงได้เข้าชิงทุกปี เพราะที่นี่มีฉากเดิมเล่นซ้ำมาสี่สิบกว่าปี คือฉากชาวบ้านยากจนถูกจับเพราะปลูกมันสำปะหลังประทังชีวิตตัดสลับกับฉากรีสอร์ตหรูพูลวิลลากลางป่าที่บังเอิญมีนักการเมืองเป็นเจ้าของ
น่าทึ่งที่ทั้งสองฉากนี้มักเกิดในที่ดินผืนเดียวกัน ห่างกันแค่ไม่กี่ปี
เปิดสถิติ กรมอุทยานฯ เคยดำเนินคดีบ้านพักตากอากาศและรีสอร์ตที่บุกรุกทับลานไปแล้วกว่า 400 คดี และพบว่าเจ้าของหลายรายเป็นผู้มีอันจะกิน ตั้งแต่นักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไปจนถึงอดีตตำรวจยศพลตำรวจเอก
แปลกที่คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยปรากฏตัวในข่าวชาวบ้านเดือดร้อนไม่มีที่ทำกินสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คงยุ่งอยู่กับการดูแลสระว่ายน้ำวิวเขาใหญ่ของตัวเองนั่นแหละ
แต่ก่อนจะถึงขั้นมีสระว่ายน้ำ มันต้องผ่านขั้นตอนที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียก่อน คือให้ชาวบ้านเดินเรื่องขอสิทธิ์ทำกินในนามตัวเอง ปลูกพืชเศรษฐกิจทิ้งไว้สักพัก รอให้ดูเป็นสวนเก่าแก่ จากนั้นจึงค่อยทำสัญญากู้ยืมเงินผูกมัดกันไว้
เพราะกฎหมายบอกว่าที่ดิน ส.ป.ก. ห้ามซื้อขาย แต่ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามนายทุนใจดีปล่อยกู้ให้ชาวบ้านในอัตราที่บังเอิญเท่ากับราคาที่ดินพอดิบพอดี
ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านจะ “เบี้ยวหนี้” คืนที่ดินภายหลังนั้น แทบไม่เคยเกิดขึ้น เพราะสัญญาเขียนมาดีเหลือเกิน
ที่น่าขำแบบขมๆ คือ พอเจ้าหน้าที่ไปถึงหน้างานจริง ภาพที่เห็นมักไม่ใช่ชาวนาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ยืนน่าเศร้า แต่จัเป็นสวนยางพาราเรียงแถวเป็นระเบียบราวกับใช้เลเซอร์วัด ถามใครก็ไม่มีใครรับว่าเป็นเจ้าของ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ฟันต้นยางสักสองสามต้น เสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นทันที พร้อมคำให้การว่า รับจ้างปลูกเฉยๆ มีคนจ้างให้ดูแลแล้วใช้ชื่อตัวเองในเอกสารสิทธิ์
กลายเป็นว่าน้ำตาที่หลั่งจริง คือน้ำตาของลูกจ้าง ส่วนคนได้ที่ดินไปนั่งอยู่อีกที่หนึ่ง ไกลจากกลิ่นยางและฝุ่นดินมากพอสมควร
วงการนี้มีศัพท์เทคนิคคำหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ส.ป.ก. บวม’ คือเอกสารสิทธิ์ที่ออกไปไกลเกินกว่าคนจนจะตามไปถึง
วันดีคืนดีกลับพบว่าที่ดินแปลงเดียวกันนั้นมีโฉนดทับซ้อนเขตอุทยานฯ และดันกลายเป็นรีสอร์ตหรูในเวลาไล่เลี่ยกัน เหมือนที่ดินผืนนี้มีพรสวรรค์พิเศษ เปลี่ยนร่างจากแปลงเกษตรยากจนเป็นบ้านพักตากอากาศได้ในไม่กี่ปี โดยไม่ต้องพึ่งนักมายากลที่ไหนเลย
เมื่อมาถึงจุดที่รัฐต้องแก้ปัญหา เกมยิ่งเข้มข้น เพราะคนที่ได้เสียงดังที่สุดในการ ’ปกป้องสิทธิชาวบ้าน‘ บางครั้งกลับไม่ใช่ชาวบ้านตัวจริง อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ท่านหนึ่งถึงกับออกมาเตือนตรงๆ ว่าการเพิกถอนพื้นที่ครั้งนี้เสี่ยงเอื้อ ’นอมินี‘ มากกว่าคนจนจริง เพราะที่ดินกว่าแสนห้าหมื่นไร่ในเขตวังน้ำเขียวนั้น เจ้าของตัวจริงบางรายมีรถหรูจอดหน้าบ้านมากกว่าจอบเสียมเสียอีก
ฝ่ายรัฐเองก็ยืนยันหนักแน่นทุกครั้งว่า “ทำเพื่อคนจนจริง ไม่ใช่นายทุน” มันก็ฟังดูน่าดูดีอยู่หรอกจนกว่าจะถามต่อว่าแล้วใครจะเป็นคนพิสูจน์ว่าใครจนจริง
ในเมื่อระบบเดิมที่ผ่านมาก็ปล่อยให้รีสอร์ตหรูสร้างเสร็จไปแล้วถึง 400 กว่าหลัง กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นที่ป่า ความซื่อสัตย์ของกระบวนการตรวจสอบจึงเป็นโจทย์ที่หนักกว่าการตรวจ DNA เสียอีก เพราะอย่างน้อย DNA ยังโกหกไม่ได้
เรื่องทับลานไม่ใช่แค่เรื่องคนจนโดนเอาเปรียบอย่างที่หลายคนชอบเล่า มีชาวบ้านเดือดร้อนจริง ตรงนี้หาหลักฐานพิสูจน์ได้ไม่ยาก ปัญหาจึงอยู่ที่พวกปรสิตที่แอบอยู่ข้างหลังชาวบ้านเหล่านั้นต่างหาก
การที่คนออกมาปกป้องทับลานกันไม่ใช่เพราะเขามองไม่เห็นความลำบากของชาวบ้าน ทุกคนเห็น และยังเห็นด้วยว่าละครเรื่องเฉือนป่านี้ มีนายทุนเขียนบท มีนักการเมืองกำกับ และชาวบ้านบางส่วนรับบทเป็นแค่นักแสดงประกอบฉากเท่านั้น
ส่วนคนที่ได้รับเงินค่าตัวจริง ได้ประโยชน์จากการเฉือนป่าจริงครั้งนี้ คือคนที่ไม่เคยปรากฏตัวในกองถ่ายเลยสักครั้งต่างหาก
ใครเคยไปเที่ยวทับลาน จะรู้ดีว่าทำไมมันจึงมีคนอยากได้นัก โดยเฉพาะในหลายปีมานี้ ความนิยมเรื่องพูลวิลล่าในไทยแรงจัด จากหลายแรงผลักดันที่มาบรรจบกันพอดี
จุดเริ่มต้นจริง ๆ มาจากกลุ่มรีสอร์ตหรูในภูเก็ตและบาหลีช่วงปี 2000s ที่นำคอนเซปต์ความเป็นส่วนตัวระดับวิลล่ามาแทนห้องพักโรงแรมแบบเดิม จับกลุ่มฮันนีมูนและนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับบนเป็นหลัก แล้วโมเดลนี้ค่อยๆ ไหลลงมาสู่ตลาดในประเทศ
ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้พูลวิลล่ากลายเป็นกระแสมวลชนจริง ๆ คือโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Instagram และต่อมาคือ TikTok เพราะพูลวิลล่าตอบโจทย์การถ่ายรูปสวย มีสระส่วนตัว มีมุมถ่ายที่ดูเหมือนหลุดมาจากรีสอร์ตต่างประเทศ โดยไม่ต้องเดินทางไกล กลายเป็นสัญลักษณ์สถานะ (status symbol) แบบหนึ่งที่คนรุ่นใหม่อยากแชร์ในฟีด
อีกแรงหนุนคือพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปหลังโควิด คนเริ่มหันมาเที่ยวใกล้บ้าน (staycation) และเลี่ยงพื้นที่ส่วนกลางแออัดแบบโรงแรม พูลวิลล่าตอบโจทย์เพราะเช่าทั้งหลัง ไปกันเป็นกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว ทำกิจกรรมส่วนตัวได้เต็มที่ ทั้งปาร์ตี้ บาร์บีคิว คาราโอเกะ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงรบกวนคนอื่นหรือถูกมองจากแขกข้างห้อง
ในมุมธุรกิจ พูลวิลล่ายังเป็นโมเดลที่ลงทุนสร้างง่ายกว่าโรงแรมขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ดินเป็นแปลงๆ ไม่ต้องขออนุญาตอาคารสูงหรือโรงแรมแบบเต็มรูป จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนรายย่อยถึงรายใหญ่ที่อยากเข้าตลาดท่องเที่ยวเร็ว
จุดนี้เองที่ทำให้พื้นที่ธรรมชาติสวยงามอย่างเขาใหญ่ วังน้ำเขียว หรือเขตติดป่า กลายเป็นทำเลทองสำหรับการพัฒนาพูลวิลล่า
เพราะวิวภูเขาผสมผสานกับความเงียบสงบคือจุดขายที่สำคัญที่สุด และนี่ก็คือจุดสำคัญที่ทำให้การบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างทับลานเป็นกระบวนการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง
ถึงวันนี้ เราเองคนในพื้นที่ติดๆ กันยังงงไม่หาย ว่ารัฐปล่อยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ป่าทับลานเองก็คงงงไม่น้อย ที่ตัวเองต้องเป็นทั้งบ้านของชาวบ้านยากไร้ เป็นทั้งสนามหญ้าเขียวขจีในสวนหลังบ้านของนายทุน รวมถึงเป็นเวทีหาเสียงของนักการเมืองไปพร้อมกัน
หากต้นไม้พูดได้ ภูเขาทับลานพูดได้ มันคงอยากถามสักคำว่า ทุกคนอ้างว่าจะทำเพื่อคนจนกันขนาดนี้ แล้วทำไมที่ดินแถวนี้ถึงไปจบที่สระว่ายน้ำวิวภูเขาเสียทุกที
โคตรเศร้า!“

