กระบี่ - ตร.ล้างขบวนการนอมินีในพื้นที่กระบี่ เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 14 จุด ทลายเครือข่ายถือครองที่ดินและพัฒนาอสังหาฯ แทนต่างชาติ มูลค่ากว่า 499 ล้านบาท จับผู้ต้องหา 39ตามหมายจับ จาก 40 หมายจับ
วันนี้ ( 29 มิ.ย.69 ) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ พล.ต.ต.สุขเกษม นครวิลัย ผบก.ภ.จว.กระบี่ ได้นำกำลังจนท.ตำรวจ จนท.กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 200 นาย
เข้าตรวจค้น รวม 14 จุด ในพื้นที่ ต.อ่าวนาง ต.หนองทะเล อ.เมืองกระบี่ โดยเข้าตรวจค้น บริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ต.หนองทะเล อ.เมืองกระบี่ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์น พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ขายในราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท
และจับกุมตัวผู้ที่ถือครองแทนชาวต่างชาติ บริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมายที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง กว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท จับกุมตัวผู้ต้องหาตามศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 39 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวไทย 27 คน ชาวต่างชาติ 11 คน เป็น ชาวอิสราเอล 6 คน โปแลนด์ 2 คนสวิสเซอร์แลนด์2 คน แอฟริกาใต้ 1 คน
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติเพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม
คดีเด่นคือการจับกุมเครือข่ายบริษัทพัฒนา พูลวิลล่าหรู ของนักลงทุนชาวโปแลนด์ ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเพียง 4 ล้านบาท แต่ถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยพบพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่ออำพรางการควบคุมกิจการของชาวต่างชาติ
อีกคดีสำคัญเป็นการทลายเครือข่ายธุรกิจทัวร์และบันเทิงในจังหวัดกระบี่ พบการใช้เอกสารเท็จและนำชื่อผู้เสียชีวิตมาใช้ในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยมีบุคคลในวิชาชีพกฎหมายและบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะ “ต้นน้ำขบวนการนอมินี”
อีกหนึ่งคดีสำคัญ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะโรงแรมสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีการโฆษณาและจัดกิจกรรมในรูปแบบ “เปลือยกาย” (Naturist Resort) ภายในสถานที่พัก รวมถึงบริเวณชายหาดส่วนบุคคลและพื้นที่ชายหาดลับในบริเวณใกล้เคียง จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่หรือครอบครองสื่อลามกอนาจาร พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบขยายผลไปยังบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

