xs
xsm
sm
md
lg

นักกฎหมายชี้คดี ตชด. ยิงวิน จยย. ดับ แบ่ง 2 ขยัก ยิงสวน "ป้องกันตัว" ไล่ซ้ำ "บันดาลโทสะ"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จากเหตุการณ์ระทึกขวัญกรณี ตชด. ใช้อาวุธปืนยิงวินจักรยานยนต์จนเสียชีวิต'อาจารย์วิชัย ช้างหัวนา' นักกฎหมายและนักเขียนชื่อดัง ได้หยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกามาวิเคราะห์เจาะลึก โดยชี้ให้เห็นเส้นแบ่งทางกฎหมายที่แยกเหตุการณ์นี้ออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน คือจังหวะยิงสวนเพื่อ 'ป้องกันตัว' ซึ่งไม่มีความผิด และจังหวะวิ่งไล่ยิงซ้ำทางด้านหลังในขณะที่อีกฝ่ายกำลังวิ่งหนี ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานพยายามฆ่า แต่อาจได้รับการลดโทษด้วยเหตุ 'บันดาลโทสะ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. อาจารย์วิชัย ช้างหัวนา นักกฎหมายและนักเขียนที่มีชื่อเสียงในวงการกฎหมายไทย ออกมาโพสต์ข้อความ เผยกรณีศึกษาประเด็น ตชด.ใช้อาวุธปืนยิงวินจักรยานยนต์ดับ ชี้ แบ่งการพิจารณาความรับผิดทางอาญาออกเป็น 2 ช่วงเหตุการณ์อย่างชัดเจน

โดยใน ช่วงแรก การที่จำเลยถูกรุมล้อมและถูกฝ่ายผู้เสียหายใช้อาวุธปืนยิงใส่ก่อน การยิงสวนกลับในทันทีเพื่อเปิดทางหนีถือเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงอย่างพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีความผิด (ตาม ป.อ. มาตรา 68)

แต่ใน ช่วงหลัง เมื่อผู้เสียหายหันหลังวิ่งหนี ภยันตรายดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งไล่ตามไปยิงซ้ำทางด้านหลังจึงไม่อาจอ้างเหตุป้องกันตัวได้อีกและถือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ช่วงหลังเกิดขึ้นต่อเนื่องในทันทีจากการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมในจังหวะแรก ศาลจึงวินิจฉัยว่าการวิ่งไล่ยิงซ้ำนั้นเป็นการกระทำความผิดโดย "บันดาลโทสะ" (ตาม ป.อ. มาตรา 72) ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจพิพากษาลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า

“ฎีกาถาม-ตอบ : ป้องกัน และบันดาลโทสะ
ยิงสวนตอนโดนรุมล้อม VS วิ่งไล่ตามยิงซ้ำทางด้านหลังในขณะวิ่งหนี

ถาม:
นายเอก (จำเลย) ขับรถยนต์มาจอดที่บริเวณหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ต่อมานายโท (โจทก์ร่วม) พร้อมกับพวกอีก 5 คน ซึ่งมีอาการมึนเมาสุราได้เดินเข้ามาหาเรื่องและล้อมกรอบรถยนต์ของนายเอกไว้ ในระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งซึ่งเป็นพวกของนายโทได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถของนายเอก 1 นัด นายเอกตกใจกลัวจึงรีบเปิดประตูรถแล้ววิ่งไปหยิบอาวุธปืนที่ซ่อนอยู่ท้ายรถยนต์ของตนเองออกมายิงสวนกลับไปในทันที 2 นัด ถูกกลุ่มของนายโทจนพากันแตกตื่น
นายโทซึ่งไม่มีอาวุธอยู่ในมือเห็นท่าไม่ดีจึงได้หันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด แต่นายเอกยังคงมีความโกรธแค้นจึงวิ่งไล่ตามนายโทไปทางด้านหลังและใช้อาวุธปืนไล่ยิงนายโทซ้ำอีก 3 นัด โดยมีกระสุนปืนนัดหนึ่งถูกที่กลางหลังของนายโทในขณะที่นายโทกำลังวิ่งหนี และอีกนัดหนึ่งถูกที่ขาในขณะที่นายโทล้มลงไปกับพื้นแล้ว แต่นายโทได้รับการรักษาพยาบาลทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการจึงยื่นฟ้องนายเอกในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น
ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายเอกเป็นความผิดตามที่ฟ้องและต้องรับโทษหรือไม่?

ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย:
1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 (ป้องกัน): ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด
2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 (บันดาลโทสะ): ผู้ใดกระทำความผิดด้วยบันดาลโทสะ โดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จิตใจย่อมไม่อยู่ในความควบคุมของสติสัมปัญชัญญะ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

วินิจฉัย:
การกระทำของนายเอกสามารถแยกพิจารณาออกเป็น 2 ช่วงเหตุการณ์ ดังนี้
เหตุการณ์ช่วงแรก: การที่นายโทกับพวกที่มีจำนวนมากกว่าเข้ามาล้อมกรอบรถยนต์ของนายเอก และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในกลุ่มใช้อาวุธปืนยิงใส่นายเอกก่อน ย่อมถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่นายเอกแล้ว การที่นายเอกไปหยิบอาวุธปืนมาจำต้องยิงสวนกลับไปในทันที 2 นัด เพื่อระงับภัยและเปิดทางหนี จึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุและชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 นายเอกจึงไม่มีความผิดในเหตุการณ์ช่วงแรกนี้

เหตุการณ์ช่วงหลัง: หลังจากนายเอกยิงปืนในจังหวะแรกจนนายโท (โจทก์ร่วม) ตกใจกลัวและหันหลังวิ่งหนีไปแล้ว ย่อมถือว่าภยันตรายที่จะเกิดแก่นายเอกจากการกระทำของนายโทได้ระงับสิ้นสุดลงไปแล้ว นายเอกย่อมหมดสิทธิที่จะอ้างเหตุป้องกันตัวเพื่อทำร้ายนายโทต่อไป การที่นายเอกยังคงวิ่งไล่ตามนายโทไปและใช้อาวุธปืนยิงใส่ทางด้านหลังอีก 3 นัด โดยยิงถูกกลางหลังในขณะวิ่งหนีและยิงซ้ำตอนล้มลง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่อ้างเหตุป้องกันตัวอีกต่อไป แต่เป็นกระทำโดยเจตนาฆ่าอันครบองค์ประกอบความผิดฐาน "พยายามฆ่าผู้อื่น"

อย่างไรก็ดี แม้การยิงซ้ำในช่วงหลังจะมิใช่การป้องกันตัว แต่เนื่องจากการที่นายเอกวิ่งไล่ตามยิงนายโทไปในทันทีนั้น เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงใกล้ชิดกันกับเหตุการณ์ช่วงแรก ซึ่งนายเอกถูกกลุ่มของนายโทข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน การกระทำของนายเอกในช่วงหลังนี้จึงเป็นการกระทำไปด้วยความโกรธแค้นในขณะที่จิตใจยังไม่อยู่ในความควบคุมของสติสัมปัญญะอันสืบเนื่องมาจากถูกข่มเหงในตอนแรก การกระทำส่วนหลังของนายเอก จึงเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตามมาตรา 72

สรุป:
1. การยิงปืนสวนในจังหวะแรก เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเอกไม่มีความผิด ตามมาตรา 68
2. การวิ่งไล่ตามยิงซ้ำทางด้านหลังในจังหวะสอง มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 72 ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้“