xs
xsm
sm
md
lg

“มท.หนู” VS “มท.เน” มหาดไทยการละครพลัส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จาก “กระทรวงดีอี” ของ “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักกับ “โครงการ“TH-AI Passport” ก็มาถึงเรื่องร้อนๆ ที่ “กระทรวงมหาดไทย” ซึ่งมี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี นั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ เมื่อมีความขัดแย้งของเหล่า “สิงห์” ที่ “จังหวัดภูเก็ต” จนต้องมีการย้ายทั้ง “ผู้ว่าราชการจังหวัด” และ “รองผู้ว่าราชการจังหวัด” ออกจากพื้นที่

เหตุการณ์ที่ทำให้ “มท.หนู” เม้งแตก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ในระหว่างที่นายอนุทินประชุมมอบนโยบาย ผู้บริหาร ผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ 76 จังหวัดโ ดยช่วงหนึ่งของการประชุม “มท.หนู” ถึงกับเอ่ยปากถามหา “รองฯ ซีฟู้ด” หลังโซเชียลแฉว่า ขู่ย้ายเจ้านายของตัวเองคือ “ผู้ว่าฯ ภูเก็ต”

“มีระดับรองผู้ว่าฯ บอกว่าจะย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต ใหญ่มาก จะย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตให้ได้ ก็เดี๋ยวช่วยบอกด้วยว่า เป็นรองผู้ว่าฯ คนไหน ที่บอกว่าใหญ่ในประเทศนี้ ใหญ่กว่าคนทุกคน ใหญ่กว่านายกฯ หรือเปล่า เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูด้วย”มท.หนูเดือด

จากนั้นในช่วงเย็นของวันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 5 ราย ตามคำสั่งที่ 2573/2569 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งในวันเดียวกัน

รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย ประกอบด้วย

นายจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

ร.ต.อ. เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

นายอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

แน่นอน เป้าที่ถูกจับตาก็คือ “2 รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต” ที่ถูกเด้งออกจากพื้นที่ ซึ่งก็นายธีระพงศ์และนายอดุลย์ ที่ก็บังเอิญมีชื่อเล่นว่า “กุ้ง” เหมือนกัน แต่ในพื้นที่เป็นที่รับรู้กันว่า “รองฯ ซีฟู้ด” หรือ “รองกุ้ง” นั้น คือนายธีระพงศ์

หลายคนถึงกับยกนิ้วให้นายกฯ หนูที่จัดการปัญหาโดยไม่รอช้า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
แต่แล้วเรื่องพิสดารก็ปรากฏขึ้น โดยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี 16 มิถุนายน “นายกฯ หนู” ได้เรียกรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยเข้าหารือเป็นการภายใน เพื่อกำชับการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ หลังเกิดข้อวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในบางจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต

จากนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอย้าย “ผู้ว่าฯ เซมเบ้-นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เข้ากรุไปเป็นรองปลัดกระทรวง พร้อมโยก “นายโชตินรินทร์ เกิดสม” จากเก้าอี้รองปลัดกระทรวง ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตแทน
คำถามเกิดขึ้นมาทันทีว่า เหตุไฉนถึงเป็นเช่นนั้น

นายอนุทินชี้แจงเหตุผลหลังการเด้ง “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” เอาไว้ว่า

“ภูเก็ตก็มีหลายเรื่อง ...ผมลงไปดำเนินการสองสามวันก็ยังไม่ดีขึ้น พอมีอะไรขึ้นมา ก็มีการแฉนั้นแฉนี่ มันทำงานกันไม่ได้หรอกแบบนี้ เราก็ต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ ไปทำงาน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล

นายเนวิน ชิดชอบ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
“แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ยอมให้เกิดประเด็น เช่น การบุกยึดที่ดินชายหาดไล่ชาวบ้าน ข่มขู่ มาเฟีย ต่าง ๆ นานา และแอบอ้างกันอะไรเช่นนี้ แล้วจะให้ผมรอรับฟังรายงานว่า ขอเวลาอีก 9 เดือนไปสืบสวนสอบสวนตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน ผมก็มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า ช่วงนี้มีปัญหาเยอะ ต้องเร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด”

ขณะที่ “ปลัดป๊อบ-อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็รับลูกโดยขยายความเพิ่มเติมว่า “เราต้องการคลี่คลายปัญหา บางทีเหมือนตอนที่เราใส่รองเท้า แล้วมีเม็ดทรายอยู่ในรองเท้า เราลําบากที่จะแก้มัน บางทีเราก็ต้องถอดมันออกมา เพื่อจะสวมเข้าไปใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปใหม่ เขาไม่เคยเห็นในพื้นที่เขาก็จะใช้ประสบการณ์เข้าไปแก้ปัญหา โดยที่เขาไม่เคยอยู่ในพื้นที่มาก่อน คนที่อยู่เก่ารู้ปัญหา แต่ปัญหาไม่คลี่คลายสักที”

ส่วน “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” ร่ายยาวแต่สรุปใจความสำคัญได้ว่า ความขัดแย้งมีก่อนที่ตนเองจะไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เป็นพวกของใครคนใดคนหนึ่ง และเมื่อควบคุมไม่ได้ รักษาสถานการณ์ไม่ได้ ต้องถูกกระทรวงมหาดไทยพิจารณา หรือ ถูกย้าย

“ผมเห็นทุกคนเป็นน้องและมีหน้าที่ช่วยให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยเตือน หากไปดูข่าวในพื้นที่ผมได้สั่งห้ามทำอะไรที่นอกกฎหมาย ห้ามไปเรียกรับจากใคร อย่าไปเบียดเบียนใคร และได้เตือนเมื่อมีการปะทะกันหรือวัดพลังกัน และได้เตือนในที่ประชุมอย่างเปิดเผย และในที่สาธารณะอย่างชัดเจน ผมไม่ใช่น้องของใคร ผมเป็นพี่ของข้าราชการทุกคนในจังหวัดและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง”นายนิรัตน์อธิบาย

ความน่าสนใจก็คือ ทั้งๆ ที่นายอนุทินเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องรองผู้ว่าฯ ที่จะย้ายผู้ว่าฯ แล้วเหตุไฉนถึงยังคงมีการย้าย “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” อีก

นั่นแสดงว่า มีคนที่ใหญ่กว่านายอนุทินมีคำสั่งให้ย้ายโดยไม่มีข้อแม้ และเป็นคนนายอนุทินไม่กล้าแม้แต่จะเถียงหรือขัดขวางได้ ซึ่งทุกคนก็ชี้เป้าไปที่ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ตรงกันเป๊ะ

ทั้งนี้ เมื่อไล่เรียงความสัมพันธ์ ก็ถึงบางอ้อ เพราะเรื่องนี้มีที่มาที่ไปที่ไม่ธรรมดา ด้วยเกี่ยวโยงกับเกมอำนาจในกระทรวงมหาดไทย ระหว่าง “สิงห์ดำ” และ “สิงห์แดง” และเชื่อมโยงไปถึง “สิงห์น้ำเงินสายบุรีรัมย์” กับ “สิงห์น้ำเงินสายตึกไทยคู่ฟ้า"

ผู้ว่าฯ เซมเบ้นั้นเป็นสิงห์ดำ จบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 44 แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นน้องของ “ปลัดป๊อบ-อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ซึ่งเป็น “สิงห์ดำรุ่น 42” ทำให้ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ไปคุมจังหวัดเกรดเออย่างภูเก็ต ทั้งๆ ที่ผู้ว่าฯ เซมเบ้ เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ เชียงใหม่ แถมได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง สมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

ตรงนี้ ตีความได้ว่า “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” อยู่ในไลน์อำนาจสาย “ปลัดป๊อบ-อรรษิษฐ์” ที่มักปรากฏภาพติดตามนายอนุทินแทบจะทุกที่ทั้งในเวลาและนอกเวลาราชการ ไม่เช่นนั้นจะอยู่ยงคงกระพันได้อย่างไร

และเมื่ออยู่ในไลน์อำนาจของ “ปลัดป๊อบ” ก็ตีความได้ด้วยว่า “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” ก็คือ “สิงห์สายตึกไทยคู่ฟ้า” หรือ “สิงห์สายหนู” เพราะถ้าติดตามความเคลื่อนไหวหรือการให้สัมภาษณ์ก็คงสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

“รับทราบเรื่องที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ขอไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน เคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเสมอ”ผู้ว่าฯ เซมเบ้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายอนุทิน
ส่วนนายอนุทินเมื่อเจอหน้าก็เข้าสวมกอดผู้ว่าฯ เซมเบ้ พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า “มาอยู่กับพี่ มาอยู่ใกล้ๆ”

นายโชตินรินทร์ เกิดสม

นายธีระพงศ์ ช่วยชู

นายอดุลย์ ชูทอง
เบื้องแรก มีการวิเคราะห์กันว่า นายอนุทินถูกหยามอย่างรุนแรง เพราะทำเป็นปากดี “โชว์พาวฯ” ต่อหน้าผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ แต่สุดท้ายก็ต้องย้าย “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” เข้ากรุอยู่ดี แม้จะมีการแก้เกี้ยวเพื่อรักษาหน้านายอนุทินด้วยการย้าย “รองฯ ซีฟู้ด” พ้นภูเก็ตไปด้วยก็ตามที

ที่เจ็บปวดไปกว่านั้นคือ ขณะที่ “ผู้ว่าฯ ซึ่งตนเองปกป้อง” เข้ากรุ แต่ “รองฯ ผู้ว่าฯ ภูเก็ต” แม้จะถูกเด้งทั้งสองคน แต่กลับยังคงนั่งเก้าอี้ในจังหวัดใหญ่คือนครศรีธรรมราชและสงขลา ซึ่งเกรดไม่เป็นรองภูเก็ตอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้น การย้ายจึงไม่ใช่การลงโทษ หากแต่เป็นการกลบปัญหาในพื้นที่มิให้เสียภาพลักษณ์ของระบอบสีน้ำเงิน พร้อมสำแดงให้เห็นถึงความเป็นคนของระบอบสีน้ำเงินว่า จะได้รับการปกป้องและดูแลเป็นอย่างดี

ในมุมหนึ่ง หลายคนอาจมองว่า “มท.หนู” ทะเล่อทะล่า ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำให้เกิดความวุ่นวายไปเสียอย่างนั้น

เพราะถ้า “มท.หนู” ทำการบ้านสักนิด หรือเข้าไปรับรู้เรื่องราวภายในกระทรวงมหาดไทยมากกว่านี้ ไม่ใช่ติดตามข่าวสารจากโลกโซเชียลเพียงอย่างเดียว การโยกย้ายก็คงดำเนินไปอย่างเงียบๆ ด้วยก่อนหน้านี้ “นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร” อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต คนสนิท ทีมเดียวกันกับ “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” ก็ถูกเด้งไปก่อนหน้าแล้ว

ด้วยนั่นหมายความว่า การล้างบางกำลังจะเกิดขึ้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ต้องอกว่า จริงๆ แล้วนายอนุทินรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะมีข้อมูลเบื้องลึกว่า “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” ส่งไลน์ไปฟ้องนายอนุทิน ทำให้นายกฯ ในฐานะ มท.1 ไม่พอใจที่ “เด็กของตนเอง” จะถูกย้าย จึงหยิบมาพูด เพราะรู้สึกเสียหน้า

จะบอกว่า “มท.หนู” ไม่รู้ว่า “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” นั้น มีความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยเป็นพิเศษ ด้วยในยุคที่พรรคเพื่อไทยยึดกระทรวงมหาดไทยจะดึงนายนิรัตน์จากผู้ว่าฯ เชียงใหม่มานั่งเก้าอี้ “อธิบดีกรมการปกครอง” ก็คงจะดูถูกสติปัญญากันเกินไป

จะบอกว่า “มท.หนู” ไม่รู้หรือว่า “ครูใหญ่บุรีรัมย์” กำลังวางตัว “นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ขึ้นปลัดมหาดไทย แทน “ปลัดป๊อป” แต่เมื่อมีข่าวไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” จึงทำให้ทุกอย่างชะงัก ก็คงจะดูถูกสติปัญญาเกินไปอีกนั่นแหละ

เพราะใครๆ ก็รู้ว่า ไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” หลุดมาจาก “จังหวัดภูเก็ต”

ขณะที่ผู้ว่าฯ ภูเก็ตคนใหม่คือ “นายโชตินรินทร์” นั้น เป็นคนปากพนัง ไม่ใช่ทั้งสิงห์ดำและสิงห์แดง ด้วยจบปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์สหกรณ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง หากแต่เป็น “สิงห์น้ำเงิน”

มีการวิเคราะห์กันว่าคือ “สายตรงนายกฯ หนู” เพราะเมื่อไล่เรียงเส้นทางก็พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ

กล่าวคือ เมื่อครั้งแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ขณะนั้นนายโชตินรินทร์ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเช่นกัน ไม่ได้อยู่ในโผ

คนที่มีรายชื่อยู่ในโผที่ แต่ในนาทีสุดท้ายชื่อนายโชตินรินทร์ก็เข้าป้ายมาจนได้

แถมก่อนจะเดินทางรับตำแหน่งก็มีการโจมตีนายโชตินรินทร์อย่างหนัก จนนายอนุทินต้องแอ่นอกรับประกันว่า หากทำงานไม่ได้ก็พร้อมจะเปลี่ยนตัว โดยผลงานที่สร้างภาพจำให้กับคนสงขลามากที่สุดก็คือการรื้อโพงพางปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ที่ไม่เคยมีผู้ว่าฯ คนไหนทำสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ควรรู้อีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายโชตินรินทร์เคยทำหนังสือถึงนายอำเภอเมืองสงขลา ขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวกให้ “นายเดชอิศม์ ขาวทอง” รมช.มหาดไทย (ในขณะนั้น) ซึ่งเดินทางมาราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลา) เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 แม้ภายหลังจะปฏิเสธว่า เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หนังสือราชการจริง จนถูกย้ายเข้ากรุไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่แน่ใจว่าเป็นสายตรงนายกฯ ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นแค่คนที่พร้อมจะทำงานให้ใครก็ตามที่เป็น “นาย” ซึ่ง “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ก็คงต้องอ่อนข้อให้(เล็กน้อย) ไม่เช่นนั้น คงหยามหน้ากันเกินไป

แต่ช้าก่อน...เพราะเกมนี้ไม่ได้มีแค่ชั้นเดียวเชิงเดียว ด้วยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงเช่นกันที่จะบอกว่า ทั้งหลายทั้งปวงคือการสมรู้ร่วมคิดหรือ “หนู-เน” การละคร หรือ “มหาดไทยการละครพลัส” ที่ผ่านการวางแผนล่วงหน้ามาแล้ว ทว่า แต่ละฝ่ายต้องแสดงให้สมบทบาท ด้วยบรรดา “สิงห์” ที่ประจำการอยู่ที่ภูเก็ตมีปัญหาขัดแข้งขัดขากันจริงจนทำให้การปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายดำเนินไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

ขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นการสร้างกระแสเพื่อเบี่ยงประเด็นและกลบข่าว “ช่วยน้ำเงินด้วย” รวมถึงเรื่องร้อนอื่นๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ระบอบสีน้ำเงินให้ลืมๆ กันไปบ้าง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบเกี่ยวกับความจริงในกระทรวงมหาดไทย แต่ถึงบางอ้อจากกรณีภูเก็ตก็คือ แม้นายอนุทินจะนั่งเก้าอี้ “มท.1” แต่กลับมิได้ควบคุมหรือสั่งการในกระทรวงมหาดไทยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เผลอๆ จะถึง 20 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่าก็ไม่รู้

ด้วยเป็นที่รับรู้กันว่า “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ในกระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่ใช่เป็น “มท.หนู” หากแต่เป็น “มท.เน” ที่วางคนฝังรากลึกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเชื่อมต่อกับ “สิงห์แดง” ซึ่งมี “น้องพี่เน” เป็นหัวขบวนใหญ่นั่นเอง

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.