อดีต ส.ว.รสนา เรียกร้อง รมว.พลังงานสั่งปรับลดราคาน้ำมันลงแบบสุดซอย ให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลก หลังราคาดูไบกลับสู่ระดับปกติ พร้อมย้ำโครงสร้างราคาพลังงานไทยมีตัวดูดเงินประชาชน 3 ส่วน ทั้งโรงกลั่น กองทุนน้ำมัน และภาษีสรรพสามิต
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และกรรมการนโยบายสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง
น.ส.รสนา ระบุว่า ภายหลังมีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยระหว่างการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G7) ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงและเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 19 มิถุนายน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบวันที่ 16 มิถุนายน ลดลงมาอยู่ที่ 73.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นต้นทุนน้ำมันดิบประมาณ 15 บาทต่อลิตร ซึ่งกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนเกิดวิกฤต
น.ส.รสนามองว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าสถานีบริการก็ควรปรับลดลงเช่นกัน โดยประเมินว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 จากปัจจุบัน 50.69 บาทต่อลิตร สามารถลดลงเหลือประมาณ 36.83 บาทต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งจำหน่ายอยู่ที่ 41.10 บาท และ 40.73 บาทต่อลิตร ควรลดลงเหลือ 35.16 บาท และ 34.73 บาทต่อลิตรตามลำดับ
ส่วนราคาน้ำมันดีเซล B7 น.ส.รสนาเสนอให้กระทรวงการคลังปรับลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 5 บาทต่อลิตร จากปัจจุบัน 6.92 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาขายปลีกลดลงเหลือประมาณ 33.60 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตสงคราม
นอกจากนี้ น.ส.รสนา ยังวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างราคาน้ำมันของไทย โดยระบุว่ามีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปไม่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ได้แก่ การกำหนดราคาเนื้อน้ำมันและค่าการกลั่นที่สูงเกินสมควร การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพจนเกิดภาระหนี้สะสม และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันในอัตราสูง
น.ส.รสนา เรียกร้องให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พิจารณาหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของตลาดโลกมากขึ้น รวมถึงยุติการนำเงินกองทุนไปชดเชยน้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดภาระหนี้ของกองทุน
ทั้งนี้ หากยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับเบนซิน 95 ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 12.27 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่จัดเก็บ 4.59 บาทต่อลิตร ควบคู่กับการควบคุมค่าการตลาดไม่ให้เกิน 2 บาทต่อลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลงมาอยู่ในระดับ 30 กว่าบาทต่อลิตร ได้ทันที
น.ส.รสนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลมักอ้างกลไกตลาดโลกในการปรับขึ้นราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างรวดเร็ว ครั้งละ 6 บาทบ้าง 3 บาทบ้าง ดังนั้นเมื่อราคาตลาดโลกปรับลดลง รัฐบาลก็ควรดำเนินการปรับลดราคาให้สอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่ทยอยปรับลดเพียงเล็กน้อย จนไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเพียงพอ
“คราวนี้ราคาตลาดโลกกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีก็อย่าลดราคาแบบตลาดนัดเลย ขอให้ชาวบ้านได้ชื่นอกชื่นใจที่น้ำมันลดราคาจริงตามราคาตลาดโลก ถ้ารัฐมนตรีไม่ลดราคาน้ำมันกระปริบกระปรอยแบบฉี่ไม่สุด ก็จะทำให้ชาวบ้านได้สรรเสริญว่ารัฐมนตรีได้ทำอย่างสุดซอยจริงๆ สักครั้งเถอะ” น.ส.รสนา ระบุ
รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
สงครามยุติ น้ำมันไทยลดสุดซอยกี่โมง ??!!
เมื่อวานนี้ 15 มิ.ย.2569 สื่อมวลชนลงข่าว “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ 7 ประเทศ (G7) ที่ฝรั่งเศส โดยเปิดเผยระหว่างการหารือกับเอมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามข้อตกลงกันแล้ว หย่าศึก เปิดฮอร์มุซเต็มรูปแบบ 19 มิ.ย.“
ราคาน้ำมันดิบดูไบวันนี้ (16 มิ.ย.)ราคาเหลืออยู่ที่ 73.19 เหรียญต่อบาร์เรล คิดเป็นราคาเนื้อน้ำมันดิบ 15 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่กลับมาสู่สภาพปกติเหมือนตอนก่อนเกิดวิกฤต คนไทยจึงคาดหวังว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีกหน้าปั๊มควรจะลดลงสู่ภาวะปกติเช่นกัน
น้ำมันเบนซิน 95 ราคา 50.69 บาทสามารถลดเหลือ 36.83 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 สามารถลดราคาจาก 41.10 บาท และ 40.73 บาท เหลือ 35.16บาทและ 34.73 บาทต่อลิตร
ดีเซลบี7 ควรลดภาษีสรรพสามิตลงสัก 5 บาท จะได้ราคา เหลือลิตรละ 33.60 บาทใกล้เคียงราคาก่อนวิกฤตได้
ราคาน้ำมันสามารถลดได้มากกว่านี้ โดยที่ผู้ค้าน้ำมันยังมีกำไรไม่น้อย หากมีการแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่โปร่งใส เป็นธรรมทั้งระบบอย่างแท้จริงตามข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชน
เหตุใดน้ำมันดิบลด น้ำมันสำเร็จรูปไม่ลด เพราะมีตัวดูดเงินประชาชนหลักอยู่ 3 ส่วน คนไทยมีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างล้วงกระเป๋าประชาชน จึงไม่มีการกำกับราคาน้ำมันให้เป็นธรรม
1)ราคาเนื้อน้ำมันโรงกลั่นที่บวกค่าพรีเมี่ยมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และช่วงวิกฤติจากสงครามในอิหร่าน ก็มีการโก่งราคาน้ำมันตั้งแต่สิงคโปร์ เห็นได้จากค่าการกลั่นที่สูงกว่ามาตรฐานยามปกติมาก ในต่างประเทศจะมีการใช้กฎหมายภาษีลาภลอยเพื่อเก็บรายได้ส่วนเกินมาลดราคาน้ำมัน สำหรับประเทศไทยนอกจากไม่มีกฎหมายภาษีลาภลอยมาเก็บรายได้ส่วนเกินของผู้ประกอบการแล้ว ยังปล่อยให้มีค่าการตลาดที่สูงเกินสมควรอีกด้วย
2) กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือบิดเบือนราคาน้ำมันผสมเอทานอล และไบโอดีเซลที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินและดีเซลล้วนๆ และอำพรางว่ามีราคาถูกโดยใช้กองทุนน้ำมันมาชดเชย ทำให้คนไทยต้องเป็นทาสหนี้โรงกลั่นแบบเจ็ดชั่วโคตรถ้าไม่ยกเลิกระบบนี้
3)กระทรวงการคลังมุ่งเก็บภาษีสรรพสามิตตามเป้าของตนโดยไม่สนใจลดภาษี แม้ในยามวิกฤต ทั้งที่น้ำมันเป็นต้นทุนของภาคการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน ในช่วงจังหวะนี้ ขอเรียกร้องรัฐมนตรีเอกนัฏหยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสักระยะ ให้โอกาสประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาใกล้เคียงราคาจริงในตลาดโลกบ้างเถิด และหยุดเอาเงินกองทุนน้ำมันชดเชยน้ำมันดีเซล บี20 เพื่อหยุดหนี้เพิ่มในกองทุนน้ำมัน
เพียงแค่ไม่เก็บเงินคนใช้เบนซิน 95 เข้ากองทุนน้ำมันลิตร 12.27 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และ91 หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 4.59 บาทต่อลิตร และคุมค่าการตลาดไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร ก็สามารถลดราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์เหลือ 30 กว่าบาทได้ทันที
ส่วนดีเซลบี7 ควรลดภาษีสรรพสามิตลงจาก 6.92 บาทต่อลิตรลงไปสัก 5 บาท จะได้ราคา ดีเซล บี7 จากราคาปัจจุบัน 38.80 บาทเหลือลิตรละ 33.60 บาท ใกล้เคียงราคาก่อนเกิดสงคราม โดยกองทุนไม่ต้องมีหนี้
ในเมื่อรัฐบาลเคยประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดๆ คราวละ 6 บาทสองรอบบ้าง 3 บาทบ้าง ขึ้นราคาถี่ๆ หลายครั้ง เดือนเดียวขึ้นราคารวม 10-20 บาทต่อลิตร อ้างขึ้นตามตลาดโลก คราวนี้ราคาตลาดโลกกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว รัฐมนตรีก็อย่าลดราคาแบบตลาดนัดเลย ขอให้ชาวบ้านได้ชื่นอกชื่นใจที่น้ำมันลดราคาจริงตามราคาตลาดโลก ถ้ารัฐมนตรีไม่ลดราคาน้ำมันกระปริบกระปรอยแบบฉี่ไม่สุด ก็จะทำให้ชาวบ้านได้สรรเสริญว่ารัฐมนตรีได้ทำอย่างสุดซอยจริงๆ สักครั้งเถอะ
รสนา โตสิตระกูล
16 มิถุนายน 2569

