ดีลประวัติศาสตร์สหรัฐ-อิหร่านอาจเป็นเพียงสันติภาพชั่วคราว แต่ไทยต้องเผชิญศึกสองด้าน ทั้งความมั่นคงทางพลังงานและเกมมหาอำนาจที่ร้อนระอุ รัฐบาลจะนำพาประเทศฝ่าวิกฤตโลกครั้งใหม่ไปทางไหน
การลงนามข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทางอิเล็กทรอนิกส์ไปก่อนหน้านี้ และเตรียมเข้าสู่การเจรจารายละเอียดเชิงลึกในอีก 60 วันข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ปริมาณยูเรเนียมสมรรถนะสูง การตรวจสอบทางนิวเคลียร์ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน
แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางลงได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีใครกล้ารับประกันว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นอย่างถาวร เพราะประเด็นหลักที่เป็นชนวนของความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นหัวใจของข้อกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาค และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดอนาคตของสันติภาพตะวันออกกลาง
สิ่งที่ประเทศไทยต้องตระหนักคือ แม้สงครามจะสงบลง แต่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงานของโลกไปแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าหากเกิดวิกฤตขึ้นเพียงครั้งเดียว ระบบพลังงานโลกสามารถเผชิญความปั่นป่วนได้ทันที ข้อตกลงล่าสุดทั้งการเปิดทางให้การเดินเรือและการส่งออกน้ำมันกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ แต่นั่นไม่มีหลักประกันว่าความขัดแย้งจะไม่ปะทุขึ้นอีกในอนาคต
สำหรับประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง นี่คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรถูกมองข้าม รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการมองหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ การสร้างความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตในภูมิภาคอื่น รวมถึงการลงทุนในพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น
บทเรียนจากวิกฤตราคาพลังงานในอดีตชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกครั้งที่ตะวันออกกลางเกิดความไม่สงบ ประเทศไทยมักกลายเป็นผู้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และภาระค่าครองชีพของประชาชนที่หนักขึ้นตามลำดับ หากรัฐบาลยังมองว่าการกลับมาของสันติภาพครั้งนี้คือจุดสิ้นสุดของปัญหา ก็อาจกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง
ขณะเดียวกัน ความท้าทายของไทยไม่ได้อยู่เพียงในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังอยู่ในซีกโลกตะวันออกที่กำลังเผชิญการแข่งขันทางอำนาจอย่างเข้มข้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมีปัญหาไต้หวันเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้ง
ในปัจจุบัน โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ประเทศต่าง ๆ ถูกกดดันให้เลือกข้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ประเทศไทยยังคงยึดแนวทางรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย แต่หากวันหนึ่งความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้า ไทยจะสามารถรักษาความเป็นกลางได้มากน้อยเพียงใด
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทย ซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยอาจกลายเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจต้องการใช้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง หรือการสนับสนุนภารกิจในรูปแบบต่าง ๆ ได้ในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงที่ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่
น่าเสียดายว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูงสุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ สังคมไทยกลับยังเห็นรัฐบาลใช้อำนาจทางการเมืองที่มุ่งตอบโจทย์ผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าการเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก ราวกับว่าความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลกระทบเหล่านั้นกำลังเชื่อมโยงมาถึงชีวิตของประชาชนทุกคนในทุกมิติ
ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจช่วยลดอุณหภูมิของโลกลงชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกจะกลับสู่ความสงบเหมือนเดิม ตรงกันข้าม มันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบอำนาจโลกครั้งใหม่ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นคำถามใหญ่ที่พุ่งใส่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า พร้อมจะนำประเทศไทยปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนแรงขึ้นทุกวันหรือไม่

