JAS ทุ่ม 2.3 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก สวนทางรัฐใช้ภาษีเกือบ 4 พันล้านอุ้ม MotoGP เกิดคำถามถึงโมเดลลงทุนกีฬาไทยที่ต่างกันสุดขั้ว แบบไหนคือความคุ้มค่าที่แท้จริง
บิ๊กดีลสะเทือนวงการสื่อไทย เมื่อ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ประกาศคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026 แถมพ่วงปี 2030 แต่เพียงผู้เดียว
ด้วยมูลค่าสูงถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 2,300 ล้านบาท ทุบสถิติดีลลิขสิทธิ์กีฬาที่แพงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองไทย
เป็นบทพิสูจน์ว่า "เอกชนไทยใจถึงพอ" ไม่ต้องง้อเงินหลวง ช่วยให้คนไทยได้มีโอกาสดูบอลโลก โดยไม่ต้องไปมุดตามช่องทางธรรมชาติให้อับอายขายขี้หน้าชาวโลก
และรัฐบาลก็รอดตายไปด้วย เพราะถ้ารัฐบาลควักงบฯ มาซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกละก็ โดนด่าจมธรณีแน่นอน เช่นเดียวกับการลอยแพให้ประชาชน ต้องไปดูบอลโลกช่องทางธรรมชาติแบบละเมิดลิขสิทธิ์ ก็มีหวังถูกด่าเละเช่นกัน
JAS จึงคล้ายอัศวินขี่ม้าขาว มาในนาทีสุดท้าย เรื่องของเรื่องก็เพราะ JAS เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจแบบ 100% ผ่านการประเมินความคุ้มค่าจากค่าโฆษณา ค่าสมัครสมาชิกแพกเกจต่างๆ ของ Monomax ในระยะยาว เพื่อชิงความเป็นเบอร์ 1 ของกีฬา
ช่วยไม่ได้ ที่มันจะถูกนำมาเทียบกับกรณีของ MotoGP ของดี-บุรีรัมย์ ภาพการใช้เงืนลงทุน ตัดกันอย่างแรง
บอลโลกของ Jas เอกชนลงเงินเองล้วนๆ พลาดท่าขึ้นมาก็เจ็บเอง แต่ MotoGP ยืนอยู่ได้ในทุกวันนี้ ด้วยเงินงบประมาณประเทศ
โดยเมื่อปี 2568 ครม. เคาะไฟเขียวให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ยาว 5 ปีซ้อน ระหว่างปี 2570-2574 พร้อมอนุมัติงบหลวงเน้นๆ รวม 3,997.86 ล้านบาท เฉลี่ยตกปีละเกือบ 800 ล้านบาท
พูดง่ายๆ คือ เงินภาษีที่รัฐเตรียมเปย์ให้ MotoGP ตลอด 5 ปีนั้น สูงกว่าเงินที่ JAS ใช้ซื้อฟุตบอลโลก 2 รอบ
แม้จะเข้าใจได้ว่ารูปแบบการลงทุนมันต่างกัน เพราะ MotoGP คือการดึงอีเวนต์กีฬาระดับโลก มาจัดในบ้านเรา ส่วน JAS เป็นการซื้อคอนเทนต์มาฉาย
แต่ก็มีคำถามของผู้คนมากมาย เงินภาษี 4,000 ล้านบาทที่ถมลงไปกับ MotoGP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศได้คุ้มค่าจริงหรือเปล่า?
นี่ไม่ใช่การจับผิดว่าฟุตบอลโลกกับ MotoGP ใครเจ๋งกว่ากัน แต่มันคือคำถามถึง "โมเดลการลงทุน"
เคสของ JAS กับฟุตบอลโลก แสดงให้เห็นว่า ถ้าธุรกิจมีช่องทางทำเงินชัดเจน กลไกตลาดของภาคเอกชนไทยพร้อมจะวิ่งเข้าใส่เอง โดยที่รัฐไม่ต้องเหนื่อยอุ้ม
แต่เคส MotoGP ยังคงพึ่งพาระบบท่อน้ำเลี้ยงจากภาครัฐในระดับที่สูงมาก แบบว่าตัดท่อทิ้งเมื่อไร ก็เก็บฉากเมื่อนั้น
ดีลฟุตบอลโลกของ JAS ช่วยปลดล็อกให้รัฐบาล สามารถโยกงบประมาณไปใช้กับสวัสดิการสาธารณะด้านอื่นๆ ที่จำเป็นกว่าได้
ส่วนฝั่ง MotoGP ก็คงต้องรอพิสูจน์ตัวเองว่า ตลอด 5 ปีหลังจากนี้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะคุ้มค่ากับเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปไหม
มันจะเป็นอีเวนต์กีฬาที่สมบูรณ์แบบเลย หากว่า MotoGP มีโมเดลสร้างรายได้ในตัวมันเอง จนมากพอให้รัฐไม่ต้องควักเงินสักบาทมาซัพพอร์ต แบบเดียวกับที่ JAS แสดงฝีมือให้เห็น

