ไต้หวันเปิดตัวเว็บไซต์ให้ชาวจีนสามารถรายงาน "ข้อมูลข่าวกรอง" เข้ามาได้ โดยระบุว่าเป็นการเปิดช่องทางที่ปลอดภัยให้กับคนจีนจำนวนมากขึ้นที่เริ่ม "เบื่อหน่ายกับระบบ" และต้องการการเปลี่ยนแปลง
ไต้หวันและจีนต่างก็สอดแนมซึ่งกันและกันมานานแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของไต้หวันซึ่งอ้างว่าพบกกิจกรรมการสอดแนมจากจีนเพิ่มมากขึ้น
สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน (Taiwan's National Security Bureau) ระบุในเว็บไซต์ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของจีนเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น ในขณะที่การควบคุมทางการเมืองยังคง "เข้มงวด"
"ประกอบกับปัญหาทางสังคมและปัญหาการดำรงชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น สภาพการณ์เหล่านี้ได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชน" ถ้อยแถลงซึ่งมีทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษระบุ
"ด้วยเหตุนี้ จึงมีบุคคลจำนวนมากขึ้นติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไต้หวัน โดยประสงค์ที่จะให้ข้อมูลประเภทต่างๆ"
สำนักงานกิจการไต้หวันของจีนยังไม่ออกมาให้ความเห็นในประเด็นนี้
เว็บไซต์ดังกล่าวเปิดขึ้นด้วยวิดีโอประชาสัมพันธ์ความยาว 1 นาที ซึ่งทางสำนักงานระบุว่าสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ชาวจีนคนหนึ่งกำลังเห็นเพื่อนร่วมงานถูกสอบสวนและปลดออกจากตำแหน่ง
“อืม... อีกคนหนึ่งถูกปลดออกไปแล้ว” เจ้าหน้าที่ที่ไม่ระบุชื่อกล่าวด้วยสำเนียงจีนตอนเหนือ พร้อมคำบรรยายเป็นอักษรจีนตัวย่อ
“เพื่อนร่วมงานเก่าๆ หายไปทีละคนอย่างไม่ทราบสาเหตุ” ผู้บรรยายกล่าว
วิดีโอจบลงด้วยเจ้าหน้าที่ซื้อโทรศัพท์มือถือและพิมพ์ข้อความลงไป โดยกล่าวว่า “ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว”
เว็บไซต์ดังกล่าวถูกบล็อกในประเทศจีน แม้ว่าชาวจีนจำนวนมากจะใช้ VPN เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์อื่นๆ ที่ถูกบล็อก เช่น สื่อสังคมออนไลน์และเสิร์ชเอนจินของตะวันตกได้ก็ตาม
ทางสำนักงานเรียกร้องให้ชาวจีนทั้งในประเทศและต่างประเทศ “ให้ข้อมูล และทำการเปลี่ยนแปลงด้วยความกล้าหาญ”
สำนักงานยังชี้ว่า กลยุทธ์ใหม่นี้เป็นไปตามแบบอย่างของหน่วยงานในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และอิสราเอล และช่องทางนี้จะเปิดโอกาสให้ชาวจีนสามารถแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข่าวกรองเพื่อ "ขยายแหล่งข่าวกรองที่หลากหลายของสำนักงาน"
จีนเองก็เคยใช้กลยุทธ์ที่คล้ายกันนี้ โดยเมื่อปี 2024 รัฐบาลจีนได้ประกาศอีเมลแอดเดรสที่ประชาชนสามารถรายงานเบาะแสเกี่ยวกับอาชญากรรมที่กระทำโดย "กลุ่มแบ่งแยกดินแดน" ในไต้หวันได้
ไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของปักกิ่ง โดยกล่าวว่ามีเพียงประชาชนของเกาะเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้
ที่มา: รอยเตอร์

