Amnesty International ตีแสกหน้าเขมร แค่สร้างภาพปราบสแกมเมอร์ อ้างปราบแต่พบเปิดบริการเพิ่ม แถมส่งสัญญาณก่อนจับจริงให้หนีก่อน แปลงสภาพเป็นหน่วยเล็ก ฮุนเซนสบช่องอาศัยจังหวะจีนส่งมอบรถถังปลุกกระแส โวทวงคืนดินแดนจากไทยทั้งเจรจาและใช้กำลัง ก่อนออกมาย้ำยึดแนวทางเจรจา ประเมินต้องการกลบกระแสล้มเหลวปราบสแกมเมอร์
หลังจากกัมพูชาเจอกับมรสุมหนักทั้งเรื่องการปะทะบริเวณชายแดนกับประเทศไทย 2 ครั้งเมื่อปี 2568 แถมยังมาเจอประเทศมหาอำนาจพร้อมใจกันแฉว่าที่นี่เป็นดินแดนแห่ง Scammer จน 2 ผู้นำพ่อลูกตระกูลฮุนร้อนตัว ทั้งออกมาปฏิเสธข่าว พร้อมส่งตัวคนใกล้ชิดกับผู้นำให้กับทางการจีนไปดำเนินคดี รวมถึงเปิดฉากโชว์บรรดาสแกมเมอร์นับหมื่นคน พร้อมทั้งส่งตัวกลับประเทศนับเป็นข่าวที่เอิกเกริกทั่วกัมพูชา
ท่ามกลางการสังเกตจากผู้ที่ติดตามข้อมูลของกัมพูชาจากฝั่งไทยว่า ที่จับ ๆ กันนั้นอาจเป็นการจับหลอก มีบางส่วนที่ส่งตัวกลับ แต่บางส่วนเหมือนจับแล้วปล่อย ลองคิดดูว่าที่จับสแกมเมอร์แล้วคนที่ทำงานในนั้นมีเวลาลากกระเป๋าเดินทางหนี พวกเขาหนีไปไหน รู้ถนนหนทางในกัมพูชาเป็นอย่างดีหรือ? จับรังใหญ่แล้วแตกเป็นรังย่อยอีกรึเปล่า
แฉแค่สร้างภาพ
ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) เปิดเผยรายงานสืบสวนสอบสวนฉบับใหม่ความหนากว่า 150 หน้า ในชื่อ “Falling Through the Cracks: Cambodia’s ‘Crackdown’ on Scamming Compounds” เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026
โดยเนื้อหาในรายงานชิ้นนี้ถือเป็นการหักล้างคำแถลงของรัฐบาลกัมพูชาอย่างรุนแรง หลังแอมเนสตี้ฯ ระบุว่า มาตรการกวาดล้างกลุ่มทุนต้มตุ๋นออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลพนมเปญเคยประกาศว่าเป็น “ผลงานชิ้นโบแดง” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และล้มเหลวในการทำลายโครงสร้างหลักของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ออกคำสั่งขับเคลื่อนมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยรัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าสามารถสั่งปิดศูนย์หลอกลวงไปได้มากกว่า 200–250 แห่ง ดำเนินคดีกับผู้ต้องหากว่า 1,000 ราย และเนรเทศชาวต่างชาติมากกว่า 13,000 คน
ทว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกและการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางดาวเทียมของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ใน ฐานที่ตั้งกลุ่มทุนสแกมเมอร์ (Scam Compounds) ทั้งหมด 86 แห่ง ทั่วประเทศกัมพูชา กลับพบความจริงที่น่าตกใจดังนี้
มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปกวาดล้างหรือแทรกแซงจริงเพียง 24 แห่ง (หรือคิดเป็นประมาณ 27% เท่านั้น) กลุ่มทุนคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 70% สามารถเปิดปฏิบัติการต่อไปได้ตามปกติ โดยไม่ถูกรบกวนจากมาตรการกวาดล้างของรัฐ
รายงานตรวจพบพิกัดของศูนย์หลอกลวงแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกถึง 33 แห่ง ที่เพิ่งถูกสร้างหรือดัดแปลงขึ้นมาในช่วงที่มีการกวาดล้าง
มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ (Montse Ferrer) รักษาการร่วมผู้อำนวยการระดับภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า รายงานฉบับนี้อ้างอิงหลักฐานและคำให้การของ เหยื่อผู้รอดชีวิตจำนวน 73 ราย จาก 16 ประเทศทั่วโลก
เหยื่อหลายรายให้การตรงกันว่า มาตรการกวาดล้างของตำรวจกัมพูชาถูกทำลายด้วย "การสมรู้ร่วมคิดและรับสินบน" โดยผู้บริหารศูนย์หลอกลวง มักจะได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่ตำรวจจะเข้าตรวจค้น ทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนย้ายเหยื่อและอุปกรณ์หนีได้ทัน
เมื่อมีการทลายบ่อนหรือศูนย์หลอกลวง แกังอาชญากรกลับลอยนวล ส่วนเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้กลับ "ไม่ได้รับการคัดกรองว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์" แต่กัมพูชากลับปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะ "ผู้ตรวจคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย" ถูกกักตัวในห้องกักที่แออัด ถูกบังคับให้จ่ายค่าปรับวีซ่าเกินกำหนด (Overstay) หรือบางรายถูกข่มขู่ว่าจะส่งตัวกลับไปยังคอมพาวด์หากไม่มีเงินจ่าย
รายงานของแอมเนสตี้ฯ ยังเชื่อมโยงข้อมูลกับรายงานเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลกัมพูชายังคงอนุมัติใบอนุญาตและการดำเนินงานให้กับ ธุรกิจคาสิโนอย่างน้อย 12-16 แห่ง ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าอาคารและพื้นที่ภายในคาสิโนเหล่านั้น ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งของระบบสแกมเมอร์และการกักขังหน่วงเหนี่ยวเหยื่อค้ามนุษย์
กัมพูชาโต้รายงานไม่เป็นกลาง
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล เมื่อ 10 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล เนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นกลาง และขาดความเข้าใจถึงความเป็นจริงในพื้นที่
กัมพูชาไม่ยอมรับข้อกล่าวหาที่ตนเองล้มเหลวในการดำเนินการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ การกล่าวหาเช่นนี้ละเลยขอบเขตและความต่อเนื่องของความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการของตำรวจที่ประสานงานกัน การจับกุม การยึดทรัพย์สิน และการทลายแหล่งอาชญากรรมในหลายจังหวัด
กัมพูชายืนยันว่าประเทศยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดการกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ผ่านการปฏิรูปกฎหมาย กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น และความร่วมมือระหว่างประเทศ
“เราเรียกร้องให้องค์การนิรโทษกรรมสากลรับประกันความถูกต้อง สมดุล และความรับผิดชอบที่มากขึ้นในการรายงานต่อสาธารณะ แทนที่จะออกคำแถลงที่เสี่ยงต่อการบิดเบือนความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ และบั่นทอนความคืบหน้าที่ชอบธรรม”
ฮุนเซนปลุกทวงคืนดินแดน
ความครุกรุ่นที่ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงระหว่างกันถูกปลุกด้วยคำพูดของสมเด็จฮุนเซน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ และประธานวุฒิสภา กัมพูชา ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและพบปะประชาชนผู้อพยพจากสงครามที่หมู่บ้านซึ่งรัฐบาลกัมพูชาสร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ในตำบลสลักกราม อำเภอสวายจิก จังหวัดบันเตียเมียนเจย
พร้อมทั้งกล่าวว่า ในอดีตตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในอีกฝ่ายมากเกินไป จึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม และไม่ได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้ออาวุธ โดยต้องการนำเงินไปพัฒนาด้านสังคม ทำถนน สะพาน สาธารณสุข และการศึกษา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับพบว่ายุทโธปกรณ์ของกัมพูชามีไม่เพียงพอ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดสงครามรุกรานที่ขยายตัวตลอดแนวชายแดน
ดินแดนที่ทหารไทยกำลังยึดครองอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกทวงคืน แต่การทวงคืนนั้นมีเพียงสองแนวทาง คือ 1.การใช้กำลังทางทหาร 2.การเจรจาโดยสันติวิธี
กัมพูชาไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพในการยึดดินแดนกลับคืนมา แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้นกัมพูชาจำเป็นต้องอดทนและเลือกแนวทางการเจรจาอย่างสันติ
หากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดคืนดินแดนที่ไทยเข้ายึดครอง จะยิ่งทำให้การสู้รบขยายวงกว้างขึ้น แม้จะยึดคืนมาได้ก็อาจไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เพราะจะเกิดการสู้รบตอบโต้กันไปมา
จีนมอบรถถัง
ประจวบเหมาะกับในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฎภาพจีนได้ส่งมอบรถถังหลักรุ่น Type 59D (หรือ ZTZ59D) ล็อตใหม่จำนวน 39 คัน ให้แก่กองทัพกัมพูชา โดยมีภาพหลักฐานการลำเลียงรถถังเหล่านี้ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ก่อนจะมีการเคลื่อนย้ายทางรถยนต์ในช่วงกลางดึกมุ่งหน้าสู่กรุงพนมเปญ เพื่อนำไปตรวจรับและเสริมเขี้ยวเล็บ ณ กองบัญชาการองครักษ์ (BHQ) ของกัมพูชา
ต่อมา ผู้ช่วยทูตทหารจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม แบบไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยยอมรับว่าส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา 39 คัน ในล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คัน แต่ยืนยันว่ากัมพูชาได้รับความช่วยเหลือจากจีน ตามโครงการความร่วมมือทางทหารในทุกปี และโครงการช่วยเหลือนี้เกิดขึ้นก่อนการสู้รบกับไทย
ขณะที่สื่อฝั่งไทยเริ่มตั้งข้อสังเกตถึงการส่งมอบรถถังร่วมร้อยคันในครั้งนี้ อาจเป็นการเตรียมการไว้ปะทะกับไทยในรอบที่ 3 ขณะที่สมเด็จฮุนเซนออกมาปฏิเสธว่า
"การเสริมสร้างศักยภาพทางทหารในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามใคร มันเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันตนเอง เรามีรถถังหลายร้อยคันอยู่ก่อนแล้ว 30 กว่าคันที่ถูกส่งมาถึง และอีกราว 90 คันที่กำลังส่งมอบ ไม่ได้เป็นจำนวนที่มากมายนักสำหรับกองทัพกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรามีอยู่แล้วหลายร้อยคัน"
แหล่งข่าวกล่าวว่ามันเป็นความพอดีที่ฮุนเซนพูดเรื่องการทวงคืนดินแดน ที่มีทั้งใช้การเจรจาและใช้กำลังทหาร แล้วมีเรื่องของจีนส่งมอบรถถังร่วมร้อยคันเข้ามา เชื่อว่าฝั่งกัมพูชารู้เรื่องไทม์ไลน์เรื่องนี้ดี ส่วนเจตนายังไม่แน่ชัด แต่เชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยก็มอนิเตอร์ข้อมูลเหล่านี้ ฝ่ายกองทัพคงมีวิธีจัดการกับรถถังชุดนี้
เป็นที่น่าสังเกตว่าการพูดเรื่องทวงคืนดินแดนกับการได้อาวุธใหม่(เก่า)จากจีนเข้ามา เกิดขึ้นหลังจากทาง Amnesty International ออกรายงานเรื่องการปราบสแกมเมอร์ในกัมพูชาล้มเหลว
มีรายเกิดใหม่มากกว่าที่ถูกจับกุม การดำเนินคดีทำเพียงแค่หลบหนีเข้าเมือง ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะเหยี่อ การจับมีทั้งจับพอเป็นพิธีและเข้าจับกุมแต่แรงงานสแกมเมอร์หนีออกมาได้ มีการส่งกลับประเทศต้นทางแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
สแกมเมอร์คือแหล่งรายได้ของประเทศกัมพูชา หากจับหรือกวาดล้างทั้งหมด แล้วผู้มีอำนาจจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย จับเพื่อสร้างภาพต่อชาติมหาอำนาจว่าเอาจริง สุดท้ายก็เหมือนตามรายงานของ Amnesty
การปลุกเรื่องชายแดนออกมาเพื่อกลบเรื่องความล้มเหลวในการปราบสแกมเมอร์ ที่จริงถ้าคนกัมพูชาพิจารณาคำพูดของฮุนเซนให้ดีจะพบว่า เขาสารภาพว่ารัฐบาลเขาล้มเหลวในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องข้อพิพาทชายแดน ทำให้คนกัมพูชาต้องมีสถานะเป็นผู้อพยพอีกครั้งในหมู่บ้านหลังคาเขียว
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j

