xs
xsm
sm
md
lg

ดรามาฮอร์โมนข้ามเพศ LGBTQ+ สิทธิบัตรทอง ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กลายเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงสาธารณสุขเมืองไทย หลังรัฐบาลยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมของ LGBTQ+ เพิ่มสิทธิบัตรทอง “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ (Gender-Affirming Hormone Therapy)” ท่ามกลางคำถามความเหมาะสมการใช้งบประมาณของ สปสช. ซ้ำเติมภาระด้านงบประมาณด้านสาธารณสุข อีกทั้งเกิดข้อวิจารณ์เป็นบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค หากไม่ให้สิทธิดังกล่าวก็ไม่ส่งผลถึงชีวิต

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลไทยต้อนรับ Pride Month ประกาศสิทธิประโยชน์ใหม่บัตรทองสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรรงบประมาณปี 2568 สำหรับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ (Gender-Affirming Hormone Therapy) จำนวน 145 ล้านบาท จากงบประมาณรวมของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี โดยดูแลบุคคลข้ามเพศและผู้มีความความจำเป็นต้องได้รับบริการ จำนวน 20,000 คน

โดยยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ประกอบด้วย 8 รายการ ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3.กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด 4.กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง โดยเริ่มกระจายยาไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ทว่า เกิดคำถามถึงความความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ

“การข้ามเพศเป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้าใจได้ แต่ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาที่รักษาโรคที่คุกคามชีวิต พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตายเข้าใจในสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศและสนับสนุนการได้รับการดูแลด้านสุขภาพ แต่จากประสบการณ์การทำงานในระบบสาธารณสุข ก็มีคำถามถึง สปสช.ว่า ตอนนี้ สปสช.มีเงินพอไหม? เรารวยขนาดนั้นเลยหรือ?”นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งคำถามพร้อมแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

นพ.วีระพันธ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตด้านงบประมาณ ยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหา ได้แก่ คลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งประสบภาวะขาดทุนจนต้องยุติการให้บริการ โรงพยาบาลชุมชนขาดแคลนยาพื้นฐาน ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษา และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการล้างไตยังคงต้องรอคิวรับบริการ เมื่อประเทศมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการจึงต้องพิจารณาเรื่องลำดับความสำคัญอย่างตรงไปตรงมา

โดยมองว่าผู้ที่ต้องการใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสามารถซื้อเองได้ เพราะเงินภาษีของคนทั้งประเทศนั้นมีไม่มากพอสำหรับทุกอย่าง พร้อมเสนอแนะให้ สปสช. ในฐานะหน่วยงานผู้บริหารจัดการงบประมาณ ทบทวนและพิจารณาประกาศยกเลิกนโยบายดังกล่าว

ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐทบทวนนโยบายดังกล่าวโดยพิจารณาจากลำดับความสำคัญของวิกฤตสุขภาพด้านอื่นๆ ของประเทศ

ด้านนพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายว่าสิทธิดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและอนุกรรมการหลายชุดและมีพิจารณาในทุกมิติอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การรับข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ การประเมินทางวิชาการ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ การประเมินผลกระทบด้านงบประมาณ และการกลั่นกรองของคณะกรรมการหลายระดับ ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นอกจากนี้ ได้อธิบายประเด็นคำถามเรื่องยาหรือวัคซีนบางรายการที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ทั้งๆ ที่ให้ฮอร์โมนได้แล้วนั้น โดยวัคซีนบางรายการได้รับความเห็นชอบมานานแล้ว เพียงแต่ยังอยู่ในกระบวนการบริหารจัดการด้านราคา เพราะต้องการต่อรองราคาให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดภายใต้งบประมาณที่มี เพื่อให้สามารถจัดหาวัคซีนได้ครอบคลุมประชาชนมากที่สุด

นพ.อรรถพรระบุว่า สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเปรียบเสมือนการออกแบบอาคารที่ต้องผ่านการคำนวณอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญก่อนก่อสร้าง หากมีผู้ไม่เห็นด้วย ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลและเหตุผลมาสนับสนุน ไม่ใช่อาศัยเพียงความรู้สึกส่วนตัว

ขณะที่นายเบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุลรองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย มองว่าออกมาวิพากษ์สิทธิบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพของ สปสช. หากไม่ให้ฟรีก็ไม่ตายนั้น เป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองภาวะ Gender Dysphoria ในระบบ ICD-11 และองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ระดับสากลยอมรับว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนเป็นการรักษาที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม ความทุกข์ทางจิตใจจากภาวะดังกล่าวสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตนเอง หรือการสูญเสียชีวิตได้จริง การอภิปรายเรื่องนี้จึงควรอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางการแพทย์มากกว่าความรู้สึกส่วนบุคคล

ทั้งนี้ งบประมาณ สปสช. ได้จัดสรรงบสำหรับบริการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 145 ล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนประมาณ 20,000 คน เมื่อคำนวณแล้วจะตกเฉลี่ย 7,281 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 610 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณรวมของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

สถานการณ์ปัจจุบันคนข้ามเพศจำนวนมากต้องซื้อฮอร์โมนมาใช้เองจากช่องทางออนไลน์ ร้านขายยา หรือการแนะนำกันเองในชุมชน โดยไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจและหลอดเลือด ความผิดปกติของตับ และความดันโลหิตสูง ดังนั้น การนำผู้รับบริการเข้าสู่ระบบจึงเป็นการป้องกันปัญหาและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

นอกจากนี้นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์นักนโยบายสาธารณะ และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่าเป้าหมายของระบบสุขภาพไม่ได้มีหน้าที่เพียงการรักษาชีวิต แต่รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ศึกษา ทำงาน และมีศักยภาพอย่างเต็มที่ อ้างอิงแนวคิดเรื่องทุนมนุษย์ (Human Capital) งบประมาณสุขภาพ คือ การลงทุนเพื่อลดต้นทุนในอนาคต การที่รัฐออกแบบระบบบริการให้คนข้ามเพศเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย จะช่วยลดต้นทุนจากปัญหาการใช้ฮอร์โมนที่ไม่ได้มาตรฐาน ลดภาวะแทรกซ้อน ลดปัญหาสุขภาพจิต และลดการสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือการว่างงาน

อีกทั้งการบำบัดด้วยฮอร์โมนไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มคนข้ามเพศ ระบบสาธารณสุขมีการใช้ฮอร์โมนในการดูแลผู้ป่วยหลายกลุ่ม เช่น การรักษาภาวะฮอร์โมนผิดปกติ การดูแลสตรีวัยหมดประจำเดือน การรักษาภาวะขาดฮอร์โมนในเพศชาย การคุมกำเนิด การรักษาภาวะมีบุตรยาก และโรคในระบบต่อมไร้ท่อ การพิจารณาของรัฐจึงควรตั้งอยู่บนข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ประโยชน์ต่อสุขภาพ และความคุ้มค่าของการลงทุน ไม่ใช่พิจารณาเพียงเพราะเป็นฮอร์โมน

และในมุมมองของผศ.พญ. จิราภรณ์ อรุณากูรผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และอุปนายกสมาคมเพื่อการพัฒนาบริการสุขภาพคนข้างเพศและเพศหลากหลาย (ThaiPATH) ระบุผ่านเฟซบุ๊กเพจเลี้ยงลูกนอกบ้านว่าสิ ทธิประโยชน์สำหรับคนข้ามเพศจึงไม่ใช่เรื่องของ “ความพิเศษ” หรือ “อภิสิทธิ์” แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมทางสุขภาพ (health equity) เพราะคนแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการทางสุขภาพที่แตกต่างกัน

“การได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านฮอร์โมน ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งในระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นการดำเนินการยาวนานถึง 6 - 7 ปีก่อนหน้า และมีคณะกรรมการในการพิจารณาด้วยหลักฐานทางงานวิจัยและมีข้อมูลในการสำรวจความคุ้มค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยทีมวิจัยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
“คำถามที่ดีจึงอาจไม่ใช่คนข้ามเพศสมควรได้รับสิทธิประโยชน์หรือไม่ แต่เป็นหากมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีความทุกข์ มีปัญหาสุขภาพ และมีวิธีการรักษาที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยได้ เราควรปฏิเสธการดูแลนั้นเพียงเพราะเราไม่ได้มีความต้องการแบบเดียวกับเขาหรือไม่”

สุดท้ายสิทธิการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม ไม่ควรปฏิบัติบนฐานแนวคิดเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่ด้วยกันเอง ว่าคนกลุ่มไหนควรได้รับหรือไม่ได้รับอะไร เพราะคนแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ควรเริ่มจากแนวคิดที่จะทำอย่างไรที่จะทำให้การบริหารจัดการเงินภาษีให้เป็นประโยชน์กับคนทุกกลุ่มได้มากที่สุด