xs
xsm
sm
md
lg

สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน TH-AI Passport คนไทยเจริญไม่ไหวแล้วเว้ยยย!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาว่านี่คือเวทีฟอกขาวเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าต่อ
ลืมภาพจำความเชื่องช้าเป็นเต่าตามระบบราชการไทยไปได้เลยสำหรับโครงการ “TH-AI Passport” เพราะความมหัศจรรย์พันลึกได้อุบัติขึ้นที่กระทรวงดีอี เมื่อโครงการนี้ถูกทำคลอดและขับเคลื่อนด้วยความเร็วชนิดที่คนในวงการไอทียังต้องร้อง “สั่งวันนี้เหมือนจะเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวาน”! คนไทยก้าวล้ำสู่ยุค AI กันไม่ไหวแล้ว แม้จะถูกฝ่ายค้านตรวจสอบและสังคมตั้งคำถามอย่างหนักแต่ก็รั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่

มูฟเม้นท์ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาว่านี่คือเวทีฟอกขาวเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าต่อ ดังที่นางการดี เลียวไพโรจน์สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมากระตุ้นเตือนให้ช่วยเฝ้าระวังการฟอกขาวและการเป็นตรายางสแตมป์ไว้ให้ดี

เช่นเดียวกับรักชนก ศรีนอกสส. กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า งานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการฟอกขาวโครงการ

“เราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า AI เป็นอนาคตของประเทศ แต่ประเด็นของโครงการนี้คือคุณล็อกสเปกโครงการทำไม โดยวันที่ 18 มิ.ย. 69 กรรมาธิการฯ จะประชุมร่วมกับกมธ.กฎหมายการยุติธรรมฯ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ และจะเชิญนายไชยชนก , ปลัดกระทรวง , คณะยกร่าง TOR , ป.ป.ช. และ สตง. มาร่วมประชุมด้วย”ไอซ์-รักชนกกล่าว

สำหรับประเด็นที่เป็นเป้าใหญ่ในการถูกถล่มหนัก นั่นคือ เรื่องการแก้ไข TOR ซึ่ง การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า ยังสามารถปรับปรุงได้ทั้ง TOR หรือแม้แต่จะยกเลิกโครงการไปเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ มาตรา 97 ระบุว่า ถ้าโครงการนั้นสามารถแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะ

แต่ทางนายพชร อนันตศิลป์ปลัดกระทรวงดีอี ระบุชัดว่า ไม่สามารถแก้ไข TOR ได้ เนื่องจากมีการลงนามในสัญญาไปแล้ว แต่หากมีข้อเสนอเพิ่มเติมหลังการรับฟังความคิดเห็น กระทรวงจะนำไปหารือกับคู่สัญญาว่าดำเนินการได้ภายใต้กรอบสัญญาและ TOR ที่มีอยู่หรือไม่

เช่นเดียวกับลลิดา เพริศวิวัฒนารองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันหลักการที่รัฐบาลยึดถือคือ แก้สัญญาไม่ได้ แต่ปรับปรุงเพิ่มเติมได้ หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกัน

คำถามคือตกลงแล้วรัฐบาลแกล้งไม่รู้ข้อกฎหมาย หรือตั้งใจมัดมือชกประชาชนกันแน่? การเร่งรัดผูกมัดสัญญาเช่นนี้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่?
ส่วนอีกปม "ส่อฮั้วประมูลครั้งใหญ่" และแพลตฟอร์มตัวกลาง (Aggregator) ซึ่งกูรูไอทีระดับประเทศ เช่นนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุออกมาตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้ “ส่อแววฮั้วครั้งใหญ่” โดยตั้งคำถามถึงบริษัทตัวกลางที่จะเข้ามาตัดงบ 1.6 พันล้านบาท ไปดีลซื้อ License ระดับ Pro จาก Big Tech (Google, Microsoft, OpenAI) ว่ามีการผูกขาดหรือล็อกสเปกให้กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารับเค้กก้อนนี้ไปหรือไม่
การอ้างว่า “แจกสิทธิ์ให้ประชาชน 5 ล้านคน” บังหน้า แต่เบื้องหลังคือการควักเงินภาษีมหาศาลโอนให้บริษัทตัวกลางไปซื้อบริการจากต่างประเทศ 1 ปีแล้วจบกัน โดยไม่ได้สร้าง AI Infrastructure หรือ Tech Ecosystem ของไทยเองเลย เป็นโมเดลที่คุ้มค่าจริงหรือ?

ขณะเดียวกันรศ. ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลของไทย ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมเวทีฯ แต่ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้สาเหตุหลักที่คนในวงการไอทีส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ TH-AI Passport นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเพราะข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่พิสูจน์ได้ สิ่งที่อ้างว่าเป็นเวอร์ชัน Pro ของรัฐนั้น ประสิทธิภาพแทบไม่ต่างจากระบบ AI ฟรีทั่วไปที่มีอยู่แล้วมากมายในตลาด โครงการนี้จึงถูกมองว่าไม่คุ้มค่าและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

เมื่อ “เวอร์ชัน Pro ของรัฐ ประสิทธิภาพไม่ต่างจากระบบ AI ฟรีทั่วไปในตลาด” นี่เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปซื้อสิ่งที่ประชาชนหาใช้ได้ฟรีอยู่แล้ว “คนไทยเจริญไม่ไหวแล้วเว้ยยย” จริง ๆ

ด้าน ไชยชนก ชิดชอบ ชี้แจงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่จะต้องเป็นผู้ตอบในรายละเอียด และยอมรับรู้จักเอกชนผู้รับงานเป็นการส่วนตัว แต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ส่วนพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นต่อโครงการ TH-AI Passport โดยยืนยันว่าการดำเนินโครงการและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด แต่หน่วยงานรัฐไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการฮั้วประมูลเกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวหากมีจริงย่อมไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าหน่วยงานราชการ

กลยุทธ์การแก้เกมของ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ที่ไปร่วมรับฟังความเห็นในเวทีดังกล่าว จะรับศึกครั้งนี้อย่างไรอยู่ที่ว่าหากเขาสามารถแจกแจงรายละเอียดและยอม ปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาแนบท้ายตามที่มีการทักท้วงก็จะพอเอาตัวรอดและสร้างแต้มต่อว่ารับฟังความเห็นของประชาชน แต่หากเพียงฟังแล้วยังดึงดันเดินหน้าตาม TOR เดิมก็เริ่มนับถอยหลังในตำแหน่งรมว.ดีอี ได้เลย และข้อกล่าวหาเรื่อง “ฟอกขาวเพื่อเอื้อทุนพวกพ้อง” ก็จะกลายเป็นชนักปักหลังตระกูลชิดชอบไม่ต่างไปจากกรณีคดีความเขากระโดงและซุกหุ้น

ไชยชนก ชิดชอบ
เดิมพันอนาคต “รัฐมนตรีวัยละอ่อน”

ตระกูลชิดชอบต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า โครงการ “TH-AI Passport” นี้มีเดิมพันสูงยิ่ง เพราะนี่คือโครงการที่ชี้วัดชะตาอนาคตทางการเมืองของ ไชยชนก ชิดชอบ ทายาทรุ่น 3 ของตระกูลชิดชอบที่อาจมืดมิดไวกว่าที่คาด และชื่อชั้นของค่ายภูมิใจไทยก็จะถูกเซาะกร่อนไม่เลิกตราบใดที่โครงการนี้ยังไม่ยอมหยุดนักขุดสายแข็งทั้งชุมชนไอที นักวิชาการ ทั้งฝ่ายค้านก็คงไม่ยอมรามือ

อันที่จริงแล้ว การเถลิงอำนาจรอบนี้ ตระกูลชิดชอบและค่ายสีน้ำเงิน “พรรคภูมิใจไทย” หมายมั่นปั้นมือจะใช้กระทรวงเกรดเอที่มีภาพลักษณ์ล้ำสมัยอย่างกระทรวงดีอี เป็นเวทีชุบตัวทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “พ่อเนวิน” เพื่อสถาปนาภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่สายเทคโนโลยี หวังลบภาพจำเดิม ๆ ของพรรคการเมืองภูมิภาคแนวบ้านใหญ่รับเหมาหรืออนุรักษนิยมลุ่มแม่น้ำมูล

ทว่า การเร่งรีบส่ง ไชยชนก ขึ้นแท่นเลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีดีอีในนาทีนี้ที่เป็นไฟต์บังคับ "รอไม่ได้" เนื่องจาก“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”ผู้มีศักดิ์เป็น “อา” ของไชยชนก ติดคดีซุกหุ้นจนต้องพ้นหน้าที่ เมื่อขุนศึกของตระกูลถูกแช่แข็ง กลับกลายเป็นการผลัก “ลูกนก” ลงสู่สนามรบจริงทันทีโดยไม่มีเกราะคุ้มกันเชิงประสบการณ์

ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเสมือนการ “ชิงสุกก่อนห่าม” กลายเป็นความ “ฝาดเฝื่อน” และออกอาการ “ไปไม่เป็น” อย่างที่เห็นในการตอบคำถามต่อสภาฯ และสื่อ ดังเช่นอาการอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ล่าสุดที่ยอมรับว่า “รายละเอียดงบประมาณบางอย่าง... โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณพาข้าราชการไปดูงานต่างประเทศ ตนเองยังไม่เห็นรายละเอียดและขอไปตรวจสอบก่อน”

อาการเสียหลักของ “ลูกนก” เปิดแผลเหวอะให้ขบวนการล่าเหยื่อทางการเมืองดาหน้าเข้าถล่ม ไม่เพียงเรื่องโครงการขายฝันประชานิยมดิจิทัล แต่สงครามข้อมูลข่าวสารขยายผลลามปามไปถึงเรื่องส่วนตัว ทั้งการขุดคุ้ยวุฒิการศึกษาและการใช้ชีวิตต่างแดน 17 ปีที่เคยเรียนซ้ำชั้น รวมถึงการขุดปมครอบครัวและแม่ผู้ให้กำเนิด จนเจ้าตัวต้องออกมาหย่าศึกแบบเปิดหน้าชนขอให้หยุดลามถึงครอบครัว

พชร อนันตศิลป์ คีย์เมกเกอร์” คนสำคัญ

มาไล่ไทม์ไลน์เบื้องหลังการย้ายข้ามห้วยของ นายพชร อนันตศิลป์ จากกระทรวงการคลังมาคุมกระทรวงดีอี ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญกันก่อน

คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายนายพชร จากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงดีอี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 โดยวันที่มีผลอย่างเป็นทางการ คือวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นั่นหมายความว่า นายพชร ย้ายมานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำร่วมรัฐบาล และนายไชยชนก ชิดชอบ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีแล้ว ซึ่งเป็นการโยกย้ายที่เกิดขึ้นหลังรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ

หากกางไทม์ไลน์จะพบความสอดรับกันจนปฏิเสธได้ยากว่าไม่ได้มาเพื่อภารกิจนี้ นั่นคือ 1 ตุลาคม 2568 “ปลัดพชร” เข้าทำงานวันแรกที่กระทรวงดีอี และภายในตุลาคม 2568 ไม่ถึงเดือน มีการเร่งรัดตั้งตั้งเรื่อง “โครงการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและ AIW ภายในสํานักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ทันที และเพียง 1 เดือนเศษหลังเข้ารับตำแหน่ง โครงการถูกผลักดันเข้าสู่มติ ครม.เศรษฐกิจ เพื่อปั๊มตรา “ไฟเขียว”

การส่ง “มือบริหารเงินนอกงบประมาณเกรดเอ” ที่โตมาจากกรมบัญชีกลาง กรมธนารักษ์ และ สบน. ข้ามห้วยมาในนาทีที่พรรคการเมืองต้องการงบด่วนเพื่อทำโครงการเรือธงจึงถูกนักวิเคราะห์การเมืองมองว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญตามฤดูกาลโยกย้ายปกติแน่นอน แต่เป็นการส่ง “ผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคกฎหมายการเงิน” มาตั้งแท่น ปลดล็อก และติดเทอร์โบให้โครงการ TH-AI Passport สามารถเดินหน้าเซ็นสัญญาได้ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ใช่หรือไม่

อย่างที่ว่า “ปลัดพชร” ไม่ใช่ข้าราชการสายเทคโนโลยีที่เติบโตมาจากสายไอที แต่อดีตของเขาคือ “มือกระบี่ตัวกลั่นจากกระทรวงการคลัง” เขาผ่านตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร, อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ มาแล้ว ดีเอ็นเอสายคลังเข้มข้นขนาดนี้ ทำให้เขารู้ลึกรู้ดีที่สุดในประเทศว่า จะหาเงินนอกงบประมาณก้อนโตมาจากไหน และจะจ่ายอย่างไรให้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของสภาฯ

เมื่อฝ่ายการเมืองโยนโจทย์ขีดเส้นตายขอโครงการด่วนประเภท Quick Win เพื่อโชว์ผลงาน “ปลัดพชร” จึงจัดการเปิดพิมพ์เขียว ลากโครงการเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ปั๊มตราประทับเห็นชอบในหลักการภายใต้วาทกรรมสวยหรู “โครงการเรือธงลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Learn to Earn)W หว่านแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro 5 ล้านคน แลกกับการหักเงินจาก "กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" ทันที เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินปี 2569 ในชั้นกรรมาธิการสภาฯ

ไทม์ไลน์หลังจากนั้น “ปลัดพชร” ในฐานะประธานอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ สั่งติดเทอร์โบวิ่งฉิวอย่างไร้รอยต่อ เข้าทำนอง“สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน”ดังนี้

10 พ.ย. 2568 ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวกรอบนโยบาย

17 พ.ย. 2568 กระทรวงดีอีทำแผนและประกาศจัดซื้อจัดจ้างทันที

ธันวาคม 2568 เปิดประชาพิจารณ์ร่าง TOR แบบสายฟ้าแลบภายใน 5 วันทำการ

7 เมษายน 2569 “ปลัดพชร” จรดปากกาลงนามในสัญญากับบริษัทผู้ชนะประมูลอย่างเป็นทางการ!

ความเร็วระดับ “สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน” นี้เอง ที่ทำให้ “ปลัดพชร” กล้าประกาศกร้าวต่อสื่อมวลชนอย่างดุดันว่า “สัญญามันเซ็นไปแล้ว ยืนยันว่าแก้ไขอะไรไม่ได้” เสมือนเป็นการปกป้องทั้งตัวสัญญา ปกป้องกลุ่มทุนตัวกลาง และเซฟตัวรัฐมนตรีไชยชนก ไม่ให้โดนลูกหลงทางกฎหมายไปพร้อมกัน

นายพชร อนันตศิลป์
ตีแผ่บันทึกข้อทักท้วงบอร์ดดีอีชุดใหญ่ที่ถูกซุกใต้พรม

คำถามที่สังคมและกูรูไอทีตั้งข้อสงสัยอย่างมากก็คือ บุคคลระดับ “บิ๊กเนม” ในบอร์ดกองทุนดีอีชุดใหญ่ ทั้งเลขาธิการสภาพัฒน์ และนักวิชาการชั้นนำอย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์อดีตประธานทีดีอาร์ไอ /กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปล่อยให้โครงการประชานิยมดิจิทัลละลายแม่น้ำแบบนี้ผ่านตะแกรงร่อนออกมาได้อย่างไร?

พวกเขาแกล้งไม่รู้หรือหลับตาข้างเดียวเพื่อให้บอร์ดเป็นเครื่องมือฟอกขาว หรืออย่างไร?

คำตอบคือพวกเขาไม่ได้หลับตา พวกเขาทั้งขวางทั้งท้วงจนปากเปียกปากแฉะ แต่สู้กลเกมการเมืองและมือชงตัวกลั่นไม่ได้!

หากเปิดรายงานบันทึกข้อทักท้วงในการประชุมบอร์ดชุดใหญ่ของกองทุนดีอี จะพบหลักฐานชิ้นเอก ที่กรรมการฝั่งผู้ทรงคุณวุฒิเตือนไว้เพื่อเซฟตัวเองจากการติดคุกในอนาคตอย่างชัดเจน แต่ข้อทักท้วงกลับถูกคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพิกเฉย

ประเด็นสำคัญที่บอร์ดดีอีชุดใหญ่ทักท้วง คือโครงการนี้ผิดหลักการหรือวัตถุประสงค์ของกองทุนตั้งแต่ต้น โดย ดร.สมเกียรติ และบอร์ดฝั่งวิชาการ ท้วงติงอย่างว่า การเอาเงิน 1,621 ล้านบาท ไปซื้อสิทธิ์ใช้งาน (Subscription License) ของ Big Tech ข้ามชาติ (Google, OpenAI, Microsoft) ให้คนไทยใช้ฟรีแค่ 1 ปีแล้วหายวับไป เป็นการใช้งบที่ "ผิดวัตถุประสงค์มาตรา 26 ของ พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 อย่างชัดเจน เพราะกองทุนมีไว้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืน บอร์ดแนะให้ปรับงบไปลงทุนทำ Cloud กลางของรัฐ หรือสร้าง "Thai LLM" (โมเดลภาษาไทย) แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกโดยเสียงข้างมากของกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำ

ยังมีข้อทักท้วงเรื่องความคุ้มค่าทิพย์ โดยสภาพัฒน์และสำนักงบประมาณ ตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงดีอีไม่มีรายงานประเมินความต้องการที่แท้จริงรองรับเลย การหว่านแจก 5 ล้านไอดี โดยที่ประชาชนหรือข้าราชการส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ Advanced AI ระดับพรีเมียมขนาดนั้น จะกลายเป็นการซื้อของเกินความจำเป็น สุดท้ายเงินภาษีจะกลายเป็นไอดีร้างหลังจบโครงการ

บอร์ดดีอีชุดใหญ่ ยังทักท้วงเรื่องส่อฮั้วประมูลและล็อกสเปก โดยแสดงความกังวลและสั่งให้จับตาในชั้นการร่าง TOR ว่ามีการรวมศูนย์แพลตฟอร์ม (Aggregator) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทนายหน้าในไทยรายใดรายหนึ่งเข้ามารับช่วงเค้กก้อนนี้ไปกินค่าหัวคิวฟรี ๆ รวมถึงประเด็นการยัดไส้งบแฝงอย่างค่าอีเวนต์และงบพาข้าราชการไปดูงานต่างประเทศ

ความเจริญที่อ้างบังหน้าว่าคนไทยจะเจริญไม่ไหวแล้วเว้ยยย กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ เพราะบันทึกข้อทักท้วงของบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิที่ปลัดพชรและกระทรวงดีอีแกล้งลืมในวันนั้น มันได้กลายเป็น “ใบเสร็จ” ชิ้นสำคัญที่ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมเพื่อยื่นส่งตรงไปยัง ป.ป.ช. และ สตง.

ในอนาคต หากคดีนี้ไปถึงชั้นศาลหรือ ป.ป.ช. ตัวปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีจะไม่สามารถอ้างคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” หรือ “ทำไปเพื่อยุทธศาสตร์ชาติ” ได้เลย เพราะบันทึกการประชุมของ ดร.สมเกียรติ และสภาพัฒน์ ได้ทำหน้าที่ “เตือนภัยล่วงหน้า” ไว้แล้วว่าโครงการนี้เสี่ยงผิดวัตถุประสงค์และไม่คุ้มค่า

และคำขู่ของปลัดดีอีที่ว่า “เซ็นสัญญาไปแล้ว... แก้ไขไม่ได้” นั่นแหละ ที่จะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน.