เมืองไทย 360 องศา
ก็น่าจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาหมือนกันกับโครงการหรือ นโยบาย “ปราบมาเฟีย” เพราะล่าสุดมีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใดคนหนึ่งเป็นคนกำกับดูแล ซึ่งก็เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า จะเริ่มจากพื้นที่ใดก่อน เพราะจะว่าไปองคาพยพของพรรคภูมิใจไทยที่อุดมไปด้วย “บ้านใหญ่” หลายจังหวัด ที่หลายคนต่างมองเห็นตรงกันทำนอง “มาเฟียเรียกพี่” กันทั้งนั้น
แม้หากมองในมุมบวกก็อาจรู้สึกชื่นชมว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุของอาชญากรรม และสิ่งผิดกฎหมายตามมา และที่สำคัญยังเป็นการภาพลักษณ์ของประเทศ สะท้อนภาพความด้อยพัฒนาได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากนี้ ในบางโอกาส นโยบายปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามผู้มีอิทธิพลอะไรทำนองนี้ ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นการข่มขู่คุกคามฝ่ายข้าม รวมไปถึงใช้ในการกำจัดคู่แข่งทางธุกิจและการเมืองในพื้นที่อีกด้วย ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งยังเป็นการชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ ที่ผ่านทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ตำรวจ ฝ่ายปกครองทำหน้าที่ย่อหย่อน หรือล้มเหลวอย่างนั้นหรือเปล่า จึงต้องใช้หน่วยงาน “พิเศษ” ขึ้นมากำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง
มีรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินกลับมายังตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนยืนคุยกับ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีรายงานว่านายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงความคืบหน้าการจัดการมาเฟียภูเก็ต เนื่องจากล่าสุดยังได้รับรายงานว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข
นายพลพีร์ เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ไปดำเนินการสิ่งที่ยังค้างคา และยังไม่สำเร็จ ซึ่งจะลงไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมจะแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยนายกรัฐมนตรีจะนั่งตำแหน่งเป็นประธานด้วยตนเอง แต่จะมอบหมายให้นายพลพีร์ เป็นผู้รับผิดชอบ เหมือนกับที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เคยได้รับหน้าที่นี้ในขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ตามรายงานข่าวดังกล่าว มีการระบุว่า “เน้นพุ่งเป้า” ไปที่จังหวัดภูเก็ต เป็นแห่งแรก ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาทันทีว่าทำไมต้องเป็นจังหวัดภูเก็ต แน่นอนว่าจังหวัดนี้ยังมีปัญหามากมาย ตามข่าวมีทั้งผู้มีอิทธิพล ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ “นอมินี” ต่างชาติ มีการบุกรุกชายหาด บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติสารพัด แต่ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตยังมีรายงานว่ามีธุรกิจของนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายของนักการเมืองไม่น้อย
คำถามก็คือ จะมีนโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพลประเภทไหน พื้นที่ใด มีเป้าหมายแบบใดบ้าง เพราะหากพูดกันถึงเรื่องผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียแล้วคงต้องอธิบายกันยาวพอสมควร เพราะมีทั้งนักการเมืองท้องถิ่นมาถึงระดับชาติ บรรดาข้าราชการ “คนมีสี” ต่างๆ ที่แม้ว่าระยะหลังอาจจะมีการพูดถึงน้อยลง เพราะมักจะเกาะเกี่ยวไปด้วยกันกับนักการเมือง มีการสร้างเครือข่าย กลายเป็น “บ้านใหญ่” ซึ่งจะว่าในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่เป็นพลพรรค “สีน้ำเงิน” นั่นแหละ
ในระยะหลังจะเห็นการเคลื่อนไหวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เริ่มเข้าร่วมการแถลงข่าวจับกุมยาเสพติดมากขึ้น รวมไปถึงการเน้นย้ำในเรื่องการปราบปราม “แก๊งสแกมเมอร์” ธุรกิจสีเทา โดยเขายืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ระหว่างร่วมประชุมกับกลุ่มคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ยังยืนยันว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มอาชญากรรมทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชนทั่วประเทศ
หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ นายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ที่มีนโยบายในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียทั่วประเทศ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่มีเขาเป็นประธาน ก็ต้องถือว่าเป็นวาระสำคัญระดับชาติเหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะทำได้จริงจังและได้ผลแค่ไหน เพราะหากพูดถึงพวกนี้ล้วนอาจอยู่รอบตัวเขาก็ได้ และที่ผ่านมาหากพูดถึงการปราบปราม “ทุนเทา” สแกมเมอร์ทั้งในบ้านเรา หรือเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน กลับกลายเป็นคำถามว่า “ไม่ปราบจริงจัง” ไม่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า “มีผลงาน” กับเรื่องแบบนี้เลย
ดังนั้น การตื่นตัวเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมองในเชิงบวกถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นตอของปัญหาของประเทศ ทั้งเรื่องยาเสพติด อาชญากรรม ทำให้ประเทศเกิดภาพลักษณ์ในทางลบสร้างผลในด้านการลงทุนและการแข่งขัน แต่ขณะเดียวกันอีกด้าหนึ่งมันก็เหมือนกับการ “สร้างกระแส” ในทางการเมือง เหมือนกับการสร้างภาพ และเกิดคำถามว่าจะปราบปรามใครก่อน เพราะหากว่าไป “ผู้มีอิทธิพล” ไม่น้อยที่อยู่รอบตัวนายกฯนั่นแหละ และที่ผ่านมาก็เหมือนประจานตัวเอง เพราะดำรงตำแหน่ง “มท.1”มาอย่างต่อเนื่อง มัวทำอะไรอยู่ !!

