“โฆษกพรรคไทยภักดี” ติง กระทรวงมหาดไทยเตรียมแก้ พ.ร.บ.สัญชาติ ส่งผลให้ต่างด้ามที่สวมรอยเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ มีฐานะเป็น“ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” สามารถรับราชการในหน่วยงานด้านความมั่นคง-ศาล รวมทั้งลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติ ชี้ สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคง พร้อมเผย สารพัดวิธีต่างด้าว“สวมสัญชาติไทย” พบจ่ายต่อหัวหลักหมื่นถึงหลักแสน ขณะที่หากบุตรของต่างด้าวได้สัญชาติไทย พ่อแม่ก็สามารถ“ขอแปลงสัญชาติ”ได้
ปัญหาต่างด้าว“สวมสัญชาติไทย”กำลังกลายเป็นภัยที่บ่อนทำลายทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากชนกลุ่มน้อย ไปสู่กลุ่มแรงงานข้ามชาติ กระทั่งล่าสุดกลายเป็นช่องทางในการเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายของกลุ่มจีนเทา
ส่วนว่าคนเหล่านี้จะใช้วิธีใดในการ“ปลอมสัญชาติ” และจะส่งผลอย่างไรกับคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศบ้าง คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้ที่ติดตามปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อลูกต่างด้าวได้สัญชาติไทย
พ่อแม่“ขอแปลงสัญชาติ”ได้
ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ โฆษกพรรคไทยภักดี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ตรวจสอบ และนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ชี้ว่า ที่ผ่านมาคนไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่ต่างด้าวเข้ามาแย่งใช้สิทธิในการรับบริการจากภาครัฐ ทั้งการรักษาพยาบาลและการศึกษา อีกทั้งต่างด้าวจำนวนไม่น้อยตั้งใจตั้งครรภ์และคลอดบุตรในประเทศไทยเพราะได้สิทธิคลอดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีกองทุนประกันสังคมหรือประกันสุขภาพของแรงงานต่างด้าว รวมถึงกองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ท.99) ที่ซับพอร์ตค่าใช้จ่ายให้ และลูกที่เกิดมาก็ได้สิทธิการรักษาจากกองทุนดังกล่าวของพ่อแม่เช่นกัน โดยแรงงานต่างด้าวที่มีประกันสังคมสามารถเบิกประกันสังคมคลอดบุตรแบบเหมาจ่าย จำนวน 15,000 บาท/ครั้ง (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) ได้เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร ซึ่งเป็นเงินชดเชยเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน และได้รับเงินสงเคราะห์บุตร จำนวน 600 บาท/เดือน โดยจะได้รับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปีบริบูรณ์ (จำนวนครั้งละไม่เกิน 3 คน) และแม้ว่าแม่เด็กจะไม่ได้เป็นแรงงานในระบบประกันสังคม แต่พอเด็กที่เป็นแรงงานในระบบประกันสังคมก็สามารถเบิกค่าคลอดบุตรของภรรยาได้
ทั้งนี้ จากข้อมูลยังพบว่าการให้ลูกเกิดในประเทศไทยยังเป็นช่องทางในการ“แปลงสัญชาติเป็นคนไทย”ของพ่อแม่ที่เป็นต่างด้าวด้วย โดยลูกที่เกิดมาจะได้บัตรประจำตัว 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ซึ่งจะได้สิทธิรักษาฟรีตามสิทธิของพ่อแม่ และได้สิทธิเรียนฟรี 15 ปี ขณะที่พ่อแม่ต่างด้าวแม้จะไม่ได้เป็นแรงงานก็สามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายขอผ่อนผันเพื่อได้อาศัยอยู่ในไทยได้ยาวๆ เช่น เป็นผู้ติดตามของแรงงานฝีมือ เป็นบุคคลบนพื้นที่สูงและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ หรือมีความไม่สงบในประเทศต้นทาง
ซึ่งเด็กต่างด้าวที่เกิดในไทยนั้นสามารถขอสัญชาติไทยได้ไม่อยาก โดยอาศัย “มาตรา 7 ทวิ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ” ซึ่งกำหนดว่า ผู้ที่เกิดในไทยโดยบิดามารดาเป็นต่างด้าว เมื่ออยู่ในไทยต่อเนื่องเกิน 15 ปี และศึกษาในประเทศไทยจนเรียนจบปริญญาตรี และบรรลุนิติภาวะ(อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์) สามารถยื่นขอสัญชาติไทยได้ ที่สำคัญสิทธินี้จะพ่วงถึงพ่อแม่ที่เป็นต่างด้าวด้วยเพราะเมื่อลูกได้สัญชาติไทยก็สามารถยื่นคำร้องขอสิทธิอาศัยในไทยถาวรให้พ่อแม่ หรือยื่นขอสัญชาติไทยให้พ่อแม่ต่างด้าวตามหลักความผูกพันในครอบครัวได้ โดยหากพ่อแม่ถือเอกสารคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย (มีหนังสือเดินทาง และตราประทับ) มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ และมีถิ่นที่อยู่ในไทยติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน ก็สามารถยื่น“ขอแปลงสัญชาติเป็นไทย”ได้
8 กลโกง ปลอมสัญชาติ
ชวลักษณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากการได้สัญชาติไทยโดยอาศัยช่องหว่างทางกฎหมายแล้ว ยังมีการ“ปลอมสัญชาติ” หรือการสวมสิทธิ์สัญชาติไทย เพื่อให้ได้สิทธิในฐานะพลเมืองไทย ทั้งสิทธิในการอยู่อาศัย การใช้บริการของรัฐ การซื้อที่ดิน และการทำธุรกิจต่างๆ รวมทั้งเป็นช่องทางในการฟอกเงินและทำธุรกิจผิดกฎหมายของกลุ่มทุนเทาอีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลพบว่าต่างด้าวที่ปลอมสัญชาติไทยมักใช้วิธีการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์และการสวมสิทธิ์บุคคลอื่น โดยอาศัยช่องว่างระบบราชการ เครือข่ายนายหน้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตเพื่อฟอกตัวเป็นคนไทย โดยกลโกงหลักๆ มีรูปแบบดังนี้
1. การสวมสิทธิ์คนตาย ซึ่งเป็นวิธีที่พบได้บ่อยที่สุด โดยนายหน้าจะเสาะหารายชื่อของคนไทยที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ญาติไม่ได้แจ้งตาย หรือคนที่เสียชีวิตในต่างแดนซึ่งทำให้ชื่อยังค้างอยู่ในทะเบียนบ้าน จากนั้นจะให้ต่างด้าวนำข้อมูลนี้ไปยื่นขอทำบัตรประชาชนใหม่โดยอ้างว่าเป็นบุคคลนั้นๆ
2. การสวมสิทธิ์คนกลุ่มน้อยหรือบัตรที่ไม่มีความเคลื่อนไหว ได้แก่
> สวมสิทธิ์บัตรหัวศูนย์ (บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน) โดยจะกว้านซื้อสิทธิ์จากกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนบนพื้นที่สูงที่มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนแต่ยังไม่ได้ทำบัตร
> แอบอ้างชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านกลาง (ทะเบียนที่จัดทำขึ้นตามคำสั่งของ ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง สำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านทั่วไป) ที่ไม่เคยมาแสดงตนหรือไม่มีความเคลื่อนไหวทางเอกสารเป็นเวลานาน
3. จ้างจดทะเบียนรับรองบุตร โดยจะจ้างผู้ชายที่มีสัญชาติไทยให้จดทะเบียนรับเป็นพ่อเด็กของต่างด้าว เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้สัญชาติไทย
4. จ้างแต่งงานในนาม โดยผู้หญิงต่างด้าวจะจ้างผู้ชายไทยแต่งงานเพื่อให้ได้สิทธิขอสัญชาติไทยตามสามี
5. ทำบัตรสีชมพูทับซ้อน โดยใช้เอกสารเท็จขอทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เพื่อทำธุรกรรมและใช้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การสวมสิทธิ์บัตรประชาชนในอนาคต
6. การซื้อใบสูติบัตร (ใบเกิดทิพย์) เพื่อนำไปใช้ทำบัตรประชาชน ซึ่งเมื่อทำบัตรประชาชนสำเร็จก็จะสามารถใช้สิทธิและทำธุรกรรมทุกอย่างได้เหมือนคนไทยทั่วไป เช่น ซื้อที่ดิน ตั้งบริษัทนิติบุคคล ซึ่งหากเป็นกลุ่มจีนเทาก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการฟอกเงิน
7. ซื้อ DNA ของคนไทยเพื่อนำมาเป็นหลักฐานใช้แจ้งเกิด เพื่อให้ได้หมายเลข 13 หลัก
8. จ้างอุ้มบุญ ซึ่งวิธีนี้พบมากในกลุ่มจีนเทา โดยจะจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์ผ่านกระบวนการอุ้มบุญ ทำให้เด็กที่เกิดมาได้สัญชาติไทยโดยสายเลือด เมื่อชาวจีนมีบุตรที่มีสัญชาติไทยแล้ว ฝ่ายพ่อจะสามารถใช้วีซ่าติดตามบุตรในฐานะผู้ปกครอง เพื่ออาศัยและทำงานในประเทศไทยได้ยาวนาน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการขอสัญชาติไทยของผู้เป็นพ่อในอนาคตได้อีกด้วย
ชวลักษณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ชื่อว่า“โดพาไนซ์” (DOPA N.I.C.E.) ซึ่งเป็น"คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน" ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการปกครอง โดยมีหน้าที่สืบสวน ปราบปราม และจับกุมขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร เช่น การสวมสิทธิคนตาย แจ้งเกิดเท็จ หรือออกเอกสารสิทธิและบัตรประชาชนโดยมิชอบ โดยมีผลงานสำคัญ เช่น ปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร" ที่ขยายผลจับกุมเครือข่ายขบวนการทำบัตรประชาชนและแจ้งเกิดเท็จให้กับกลุ่มจีนเทา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ปลัดอำเภอ และนายหน้าร่วมขบวนการด้วย แต่ปัญหาคือคณะทำงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่ทำงานตรวจสอบจับกุมการทุจริตทางทะเบียนราษฎรควบคู่ไปกับทำหน้าที่อื่นซึ่งเป็นงานหลัก อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังมีไม่ถึง 20 คน ทั้งที่ต้องรับผิดชอบตรวจสอบการทุจริตทางทะเบียนราษฎรทั้งประเทศ
ค่าปลอมสัญชาติ หลักหมื่นถึงหลักแสน
สำหรับค่าใช้จ่ายในการปลอมแปลงสัญชาติของต่างด้าวนั้น “โฆษกพรรคไทยภักดี” ระบุว่า อยู่ที่หลักหมื่นถึงหลักแสน โดยหากเป็นต่างด้าวในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว กัมพูชา จะอยู่ที่รายละ 20,000-50,000 บาท แต่หากเป็นชาวจีน รวมถึงกลุ่มจีนเทา ค่าใช้จ่ายจะขึ้นไปถึงหลักแสนเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ทำกันเป็นขบวนการ พบมากในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และกาญจนบุรี
จากข้อมูลพบว่า หากเกี่ยวข้องกับกลุ่มหรือเครือข่ายที่ทำผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติดและการฟอกเงิน โดยเฉพาะกลุ่มจีนเทาจะมีการเรียกเก็บเงินค่อนข้างสูง คือหลักหลายแสนบาทไปจนถึงหลักล้านบาทต่อราย และปัจจุบันการฟอกตัวของต่างด้าวโดยสวมสิทธิบัตรประชาชนไทยเริ่มขยายไปแถบ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด โดยราคาซื้อขายบัตรประชาชนอยู่ที่ใบละ 4 แสนบาท หรือมากกว่านั้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำมาหากินของคนจีน อีกทั้งยังมีการซื้อขาย DNA เพื่อนำมาเป็นหลักฐานใช้แจ้งเกิดเพื่อให้ได้หมายเลข 13 หลักของชาวต่างด้าวที่มีฐานะและกำลังเงิน โดยไม่ต้องใช้บัตรหัวศูนย์หรือสวมบัตรคนตาย โดยจะเสียค่าใช้จ่ายรายละ 500,000-600,000 บาท โดยจากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันมีบัตรประชาชนของต่างด้าวที่ได้มาจากการซื้อ DNA ถึง 6,000-7,000 ใบเลยทีเดียว
หวั่น“ต่างด้าว”ครอบงำการเมืองไทย
ชวลักษณ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ กระทรวงมหาดไทยกำลังจะดำเนินการแก้ไข พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เพื่อให้ “ผู้ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง” ได้แก่ กลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วถือเป็น “ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” ซึ่งจะสามารถเข้ารับราชการได้ทั้งข้าราชการพลเรือนและข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ตำรวจ ทหาร รวมถึงหน่วยงานด้านยุติธรรม เช่น อัยการ ผู้พิพากษา อีกทั้งยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศได้อีกด้วย ซึ่งการที่ต่างด้าวที่ได้สัญชาติไทยสามารถเข้ามาทำงานในหน่วยงานด้านความมั่นคงและมีโอกาสกำหนดนโยบายของประเทศย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ อย่างที่รู้กันว่าที่ผ่านมาสัญชาติไทยสามารถซื้อขายได้ ทำให้มีต่างด้าวจำนวนมากที่เข้ามาสวมสิทธิ์สัญชาติไทยโดยมิชอบ บ้างก็สวมรอยว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว ดังนั้นหากกระทรวงมหาดไทยดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ดังกล่าวได้สำเร็จ จากนี้ไปต่างด้าวที่ได้สัญชาติไทยจะลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น อบต. อบจ. หรือระดับชาติ สส. สว. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิพากษา หรือเป็น ผบ. ทบ. ทำได้หมด นี่คือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง ! ลองจินตนาการดูว่าพอต่างด้าวได้เข้ามามีอำนาจในบ้านเมืองแล้ว เขาจะขนญาติพี่น้องรวมทั้งคนต่างด้าวจากประเทศของเขาเข้ามาอยู่ในไทยอีกเท่าไหร่ เมื่อเข้ามาแล้วก็จะมีการรับเป็นพ่อในหมู่เครือญาติเพื่อให้ลูกแต่ละบ้านได้สัญชาติไทย ถึงเวลาเลือกตั้งคนพวกนี้จะเลือกแต่พวกตัวเอง เพื่อเข้าไปออกนโยบายช่วยเหลือญาติพี่น้องของเขา ในอนาคตคนไทยและลูกหลานไทยจะลำบากแน่นอน “ โฆษกพรรคไทยภักดี ระบุ
ขณะนี้กำลังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีข้อเสนอให้ผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ได้รับสถานะเป็น "ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด"
จึงขอให้“คนไทย” ซึ่งเห็นถึงผลกระทบจากการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ดังกล่าว เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น (ตามลิงก์ที่แนบ) ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!
📌 ขั้นตอนการแสดงความคิดเห็น
✅ ดาวน์โหลดแอป "ทางรัฐ"
✅ ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน
✅ คลิกลิงก์เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น
https://www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=Njc0NkRHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ%3D

