ศูนย์ข่าวศรีราชา - เกาะสีชังไม่ทน ชาวบ้านชูป้ายร้องเทศบาลฯ ปล่อย“บ่อขยะมหึมา”อยู่เหนือแอ่งน้ำธรรมชาติ ไร้แนวทางจัดการอย่างเป็นระบบ หวั่นแหล่งน้ำเดียวซึ่งเป็นที่พึ่งพาของคนพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายกลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ-สิ่งปฏิกูลในช่วงหน้าฝนจนนำมาใช้ไม่ได้
วันนี้ ( 11 มิ.ย.) น.ส.เกศแก้ว ทองจรูญ ตัวแทนกลุ่ม TRASH HERO KO SICHANG พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขยะจำนวนมหาศาลซึ่งทะลักออกจากศูนย์กำจัดขยะเทศบาลตำบลเกาะสีชัง ได้พากันยืนชูป้ายเรียกร้องให้เทศบาลตำบลเกาะสีชัง เร่งจัดการปัญหาขยะที่เพิ่มมากขึ้นจากการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่
โดยมีทั้งป้ายข้อความระบุ “เซฟบ่อน้ำธรรมชาติ คืนน้ำสะอาดให้ชาวเกาะสีชัง” “ถมขยะฝั่งนี้ น้ำเสียฝั่งโน้น ชาวเกาะสีชังเดือดร้อน ” “เราไม่เอาบ่อน้ำขยะ” “โปรดเห็นใจคนจนที่ใช้น้ำจากบ่อ” “ทวงคืนบ่อน้ำสะอาดเกาะสีชัง” ฯลฯ
น.ส.เกศแก้ว บอกว่าปัจจุบันชาวบ้านใน อ.เกาะสีชัง ยังคงมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคเนื่องจากโครงการส่งน้ำประปาจากฝั่งมายังเกาะผ่านระบบท่อยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงต้องซื้อน้ำจากภาคเอกชนที่มีราคาแพงถึงยูนิตละ 120-150 บาทใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่ เพิ่มขึ้นมาก
ที่ผ่านมาชาวบ้านจึงต้องหันพึ่งพาน้ำจากแอ่งธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดเขาเพื่อนำหินไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง จนกลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีความลึกหลายสิบเมตร และในทุกฤดูฝนแอ่งน้ำนี้จะสามารถกักเก็บน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้สูบขึ้นมาใช้ฟรีได้นาน 4-5 เดือน
" แต่ปัจจุบันบ่อน้ำแห่งนี้กำลังเสี่ยงต่อการกลายเป็นแหล่งสะสมน้ำเสียที่จะไหลมาจากกองขยะ หากมีฝนตกหนักเพราะมีทางน้ำไหลลงสู่แอ่งน้ำแห่งนี้ จนชาวบ้านหวั่นว่าจะไม่สามารถนำน้ำมาใช้ได้อีกต่อไป ที่สำคัญขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ชาวบ้านจึงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องพากันออกมาปกป้องแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่”
น.ส.เกศแก้ว ยังบอกอีกว่าแม้ที่ผ่านมาพวกตนจะไม่รู้ว่าปริมาณขยะที่แท้จริงที่เกิดขึ้นบนเกาะสีชัง มีจำนวนมากเท่าใด แต่จากการคาดการณ์จากสายที่เห็นได้ชัด จากกองขยะจำนวนมหึมาที่ทะลักขึ้นไปบนเขา และทะลักออกจากศูนย์กำจัดขยะฯ ก็เชื่อได้ว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นมากจากการเติบโตทางการท่องเที่ยว แต่หน่วยงานในพื้นที่กลับไม่มีการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีทั้งหน่วยงานภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาพากันลงพื้นที่เข้ามามาทำงานวิจัย และแนะแนวทางในการจัดการขยะ ทั้งการให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะกับชาวบ้าน หรือแม้แต่การจัดโครงการขยะแลกไข่เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์จากการคัดแยกขยะ แต่สุดท้ายเมื่อครบกำหนดโครงการที่มีระยะเวลา 1-2 ปีที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องส่งมอบโครงการให้กับเทศบาลฯ กลับไม่มีการสานต่อ
โดยอ้างว่าบุคลากรในการจัดการเรื่องดังกล่าวมีไม่เพียงพอทั้งที่ปัจจุบันเกาะสีชัง มีประชากรเพิ่มขึ้นมากจึงจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบเรื่องการจัดการขยะ หรือแม้แต่การสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักการคัดแยกขยะอย่างจริงจังและจะต้องมีการบังคับใช้เทศบัญญัติเรื่องการจัดการขยะอย่างเข้มงวด
“ ที่ผ่านมาเทศบาลฯ มักอ้างว่าศูนย์กำจัดขยะอยู่ไกลจากชุมชนย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วศูนย์กำจัดขยะฯ และกองขยะที่ทะลักออกมาอยู่บนเขาซึ่งเป็นที่สูงและอยู่ในแนวทางน้ำไหลดังนั้นเมื่อมีฝนตกหนักน้ำฝนย่อมฉะล้างสิ่งสกปรกลงสู่ชุมชน และที่สำคัญยังมีทางน้ำไหลลงสู่แอ่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ด่านล้างด้วย” น.ส.เกศแก้ว กล่าว
เช่นเดียวกับ ป้าเล็ก ชาวบ้านเกาะสีชัง ที่บอกว่าปัญหาศูนย์กำจัดขยะเทศบาลฯ ที่ไม่สามารถกำจัดขยะจำนวนมหาศาลให้หมดไปได้ ทำให้ชาวบ้านต้องประสบปัญหาเรื่องแมลงวันรบกวน เนื่องจากปัจจุบันมีร้านจำหน่ายอาหารเปิดขึ้นมากเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวนั่งรับประทานอาหารก็ต้องปัดและไล่อยู่ตลอดเวลา
“ เมื่อเร็วๆนี้ก็เพิ่งเกิดเหตุไฟไหม้กองขยะจนเกิดกลุ่มควันสีเหลืองพัดไปทางหมู่บ้าน ส่งกลิ่นเหม็นของสารเคมีรบกวนอยู่นาน ซึ่งหากยังปล่อยไว้เช่นนี้อาจจะเกิดไฟไหม้ใหญ่ได้”
ป้าเล็ก ยังบอกอีกว่าในวันนี้ชาวบ้านต้องการให้เทศบาลฯ เร่งหาวิถีกำจัดขยะหรือทำลายให้หมดไปโดยเร็ว เพราะเกาะสีชัง เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อพบเห็นภาพกองขยะมหึมาอยู่ติดถนนก็ย่อมสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อชาวเกาะสีชังด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้จากการสังเกตุการณ์ของผู้สื่อข่าวยังพบว่า บริเวณศูนย์กำจัดขยะแห่งนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด เพื่อแก้ไขปัญหาประชากรสุนัขในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านก็พากันวิตกกังวลว่าการถมที่ในโครงการจะมีขยะอยู่ด้านล่างหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งเพิ่มความกังวลใจว่า หากมีฝนตกหนักพื้นที่บริเวณดังกล่าวอาจเกิดการทรุดตัวได้ และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของสุนัขที่จะเริ่มทยอยเข้ามาอยู่ในศูนย์แห่งนี้เช่นกัน

