วันนี้ (11 มิ.ย. 2569) ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน (นายเนวิน ชิดชอบ) ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณียึดถือครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดิน โครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ตําบลพะทาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6,600,000 บาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทําประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่เข้าดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน อันเป็นการกระทําที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561
โดยศาลเห็นว่า ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 นั้น นายศุภชัยยังคงดำรงตำแหน่ง ส.ส.นครพนม สมัยที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หรือพ้นจากตําแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปีตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 2561 มาตรา 55 (3) ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่นายศุภชัยดํารงตําแหน่ง ส.ส.นครพนม 4 สมัย รวมถึงตําแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองนั้น นายศุภชัยยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดําเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดํารงตําแหน่งทาง การเมือง มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหาตามมาตรา 55 (1) นอกจากนี้ มาตรา 51 วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวน และมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอํานาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกําหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอํานาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอํานาจยื่นคําร้อง
.
ส่วนนายศุภชัยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า แม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคําร้อง นายศุภชัยเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่นายศุภชัยซื้อที่ดินของรัฐจํานวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจน และเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คํานึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกําหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทํานิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดําเนินการจําหน่ายสิทธิในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทําให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า นายศุภชัยซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินําเดินสํารวจออกโฉนดได้ทันที แต่ต้องมีการดําเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่ โดยนําเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกําหนดให้พื้นที่ป่า ป่าดงพะทายเป็นพื้นที่ออกเดินสํารวจ จึงไม่มีการดําเนินการของกรมที่ดิน หรือจังหวัดนครพนมที่ทําให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่นายศุภชัยกล่าวอ้าง
.
การที่นายศุภชัยครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมือง นายศุภชัยย่อมตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จําต้องดํารงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องมีการกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่นายศุภชัยคงยึดถือ ครอบครอง และทําประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจํานวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่น เข้าทําประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎร ตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทําที่ไม่คํานึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง แม้ภายหลังนายศุภชัยมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครอง และใช้ประโยชน์ในที่ดิน จํานวน 39 แปลงก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทําของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคําร้อง
.
พิพากษาว่า นายศุภชัยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายศุภชัยตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายศุภชัย มีกําหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคําพิพากษา
.
สำหรับนายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว เป็นอดีตคนเดือนตุลา ออกไปร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยได้รับสมญาว่า สหายแสง หลังจากต่อสู้ได้ 9 ปี ไม่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยล่มสลาย เขาจึงออกมามาสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูโดยบรรจุสังกัด โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้ว ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ระหว่างปี 2531-2532 ก่อนเข้าสู่การเมือง เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครพนม ก่อนเป็น ส.ส.นครพนม ในนามพรรคความหวังใหม่ หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ได้ออกมาร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย และได้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในปี 2552-2554 เมื่อนายศุภชัยได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 4 ในนามพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 แต่การเลือกตั้งปี 2566 นายศุภชัยสอบตก และปี 2569 นายศุภชัยส่ง น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ บุตรสาว อดีตนายก อบจ.นครพนมลงสมัคร และได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนน 61,803 คะแนน
......
Sondhi X

