xs
xsm
sm
md
lg

เปิดคำพิพากษาประหารชีวิต คดีระเบิดราชประสงค์ปี 58 หลักฐานมัดแน่นทั้งวงจรปิด-คนขับรถรับจ้าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้ (11 มิ.ย. 2569) ศาลอาญากรุงเทพใต้ เผยแพร่ข่าวแจกสื่อมวลชน ระบุว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคํา พิพากษาคดีหมายเลขดําที่ อ 2742/2562 ระหว่างพนักงานอัยการ สํานักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายบิลาล โมฮาเหม็ด หรือบิลาล เติร์ก หรืออาเค็ม คาราดั๊ก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (จำเลยที่ 2 คือ นายไมไรลี ยูซุฟู) จําเลย คดีนี้เดิมเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องจําเลยทั้งสองที่ศาลทหารกรุงเทพ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2562 ศาลทหารกรุงเทพมีคําสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
.
สาระสำคัญของข่าวแจกสื่อมวลชนดังกล่าว โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จําเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อประมาณเดือน พ.ค. 2558 นายอาเค็ม คาราดั๊ก จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเมื่อกลางเดือน ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 17 ส.ค. 2558 จําเลยทั้งสองกับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด อันเป็นวัตถุระเบิดที่จําเลยทั้งสองกับพวกร่วมประกอบจัดทําขึ้นเอง และเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้
.
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลากลางวัน จําเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันพาวัตถุระเบิดไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร นายอาเค็ม คาราดั๊ก จำเลยที่ 1 นําวัตถุระเบิด 1 ชุด ไปวางไว้บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส แล้วนายไมไรลี ยูซุฟู จําเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จําเลยทั้งสองกับพวกวางแผน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทํานั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทํางาน จึงไม่เกิดระเบิด ทําให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย
.
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จําเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิดอีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร นายไมไรลี ยูซุฟู จําเลยที่ 2 นําวัตถุระเบิดไปส่งมอบให้อาเค็ม คาราดั๊ก จําเลยที่ 1 จากนั้นจําเลยที่ 1 นําวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจําเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จําเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คน และได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทําให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ และเมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 29 ส.ค. 2558 จําเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม อันเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ และเป็นยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ
.
ศาลเห็นว่ากรณีที่จำเลยทั้งสองวางระเบิดที่บริเวณศาลท้าวมหาพรหม โจทก์มีพยานบุคคล 12 คนเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด โดยพยานโจทก์ปากพันตํารวจเอก น เบิกความยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ และบริเวณใกล้เคียง พบว่าก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลืองนํากระเป๋าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไปจึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏเหตุการณ์ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลืองลงจากรถสามล้อรับจ้างบริเวณด้านข้างโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหม และนั่งลงที่ม้านั่ง ปลดและวางกระเป๋าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทําท่าทางถ่ายรูป จากนั้นเวลา 18.53 น. ชายดังกล่าวเดินออกไป ไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น. เกิดเหตุระเบิดขึ้น
.
จากทางนําสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุระเบิด ชายสวมเสื้อสีเหลืองได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมีการส่งมอบสิ่งของให้ซึ่งกันและกันที่สถานีรถไฟหัวลําโพง โดยพยานโจทก์ปากนาย 2 ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณซอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลําโพงยืนยันว่า ชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจําเลยที่ 1 นาย ส ซึ่งเป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลําโพงไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจําเลยที่ 1 เช่นกัน นาย อ คนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลําโพงไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีม่วงคือจําเลยที่ 2 และ ยืนยันในชั้นพิจารณา
.
แม้หลังเกิดเหตุระเบิด นาย ก คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจําเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำภายในสวนลุมพินีแล้ว ปรากฏว่าชายสวมเสื้อสีเทาไม่ปรากฏตัวอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น) ใกล้ซอยสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ในเวลา 21.05 น. เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏภาพจําเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมีการตรวจยืดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในพูลอนันต์ อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่จําเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ปรากฏภาพจําเลยที่ 2 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจําเลยทั้งสองก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย
.
นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจําเลยทั้งสองที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุจอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรําาจําเลยทั้งสอง ประกอบกับจําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนําชี้ที่เกิดเหตุประกอบคํารับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
.
ส่วนที่จําเลยทั้งสองนําสืบอ้างฐานที่อยู่และนําสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จําเลยทั้งสองเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนต้องกระทําเช่นนั้น พยานหลักฐานของจําเลยทั้งสองไม่มีน้ําหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จํานวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอบ ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันทําให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทําความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น
.
ส่วนความผิดจําเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันพาวัตถุระเบิดไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส แต่ระเบิดไม่ทำงานนั้นแม้ศาลจะรับฟังว่าจําเลยทั้งสองร่วมกระทําความผิดข้างต้นก็ตาม แต่โจทก์มีเพียงพันตํารวจเอก น เบิกความ เกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่พบจําเลยที่ 1 เดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปที่ซอยเจริญนคร 61 แล้วจําเลยที่ 1 เดินไปที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส โดยอ้างภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ตามวัตถุพยานดังกล่าวไม่ปรากฏภาพขณะที่จําเลยที่ 1 นําสิ่งของที่อ้างว่าเป็นวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือแต่อย่างใด และเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดจากท่าเรือเป็นของกลางได้ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้มีความสงสัยตามสมควรว่าจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จําเลยทั้งสอง
.
ส่วนจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานปาก พลเอก ว พลตํารวตรี ภ และพันตํารวจโท ส เบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่พูลอนันต์อพาร์ตเม้นท์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์ จากทางนําสืบของโจทก์ ซึ่งปรากฏจากคําเบิกความนางสาว ว ผู้ดูแล พูลอนันต์อพาร์ตเม้นท์ว่าจําเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 414 ปิดประตูล็อกไว้ก่อนเกิดเหตุ จําเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย จากคําเบิกความของพันตํารวจโท ณ ผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝงซึ่งเจ้าพนักงานตรวจเก็บจากห้อง 412 และ 414 มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจําเลยทั้งสอง
.
นอกจากนี้ ยังมีพยานโจทก์อีก 3 ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จําเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ค้นพบในห้องพักดังกล่าวด้วย ประกอบกับชั้นสอบสวนจําเลยทั้งสองก็ยอมรับว่ามีการค้นพบของกลางเหล่านั้นที่ ห้องพักจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีวัตถุ ระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต สําหรับของกลางที่โจทก์นําสืบว่าตรวจยึดได้อีกหลาย รายการจากการตรวจค้นห้องเลขที่ 9106 หอพักไมมูณา การ์เด้นโฮมนั้น เมื่อไม่ปรากฏของกลาง ส่วนนี้ในคําฟ้องโจทก์ จึงไม่จําต้องวินิจฉัย
.
ส่วนจําเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจําเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2558 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเกิด เหตุมีพยานโจทก์เห็นจําเลยที่ 1 ที่พักอาศัยอยู่ที่พูลอนันต์ อพาร์ตเม้นท์ ทั้งจําเลยที่ 1 ก็รับว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจําเลยที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรตามคําฟ้องของโจทก์จริง
.
อย่างไรก็ตาม การกระทําของจําเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จํานวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันทําให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็น เหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทําให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทําความผิดฐานร่วมกันและฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทําอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ประหารชีวิตจําเลยทั้งสอง
.
ส่วนฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือ ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทําอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จําคุกจําเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จําคุกจําเลยที่ 1 มีกําหนด 5 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จําคุกจําเลยที่ 1 มีกําหนด 5 เดือน
.
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจํานวนมาก จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย 126 คน กับทั้งทําให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนําคําให้การในชั้นสอบสวนของจําเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จําเลยทั้งสอง เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนําโทษจําคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจําเลยทั้งสองสถานเดียว และปรับคนละ 1,000 บาท และให้จําเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 364,500 บาทแก่โรงพยาบาลตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่กรุงเทพมหานคร และ 594,417 บาท แก่สํานักการจราจรและขนส่ง สํานักงานกรุงเทพมหานคร หากไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบวัตถุระเบิดและ ยุทธภัณฑ์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
......
Sondhi X