xs
xsm
sm
md
lg

'ไทยช่วยไทย' ฝนตกไม่ทั่วฟ้า รัฐบาลแจกหนักอยากได้หน้า แต่เศรษฐกิจจะแย่ต่อเนื่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วิจารณ์ "ไทยช่วยไทย" ฝนตกไม่ทั่วฟ้า อุ้มแต่รายย่อย ทิ้งรายกลางเผชิญวิกฤต หวั่นเป็นนโยบายประชานิยมที่สร้างปัญหาให้เศรษฐกิจพังในระยะยาว

โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" หรือมาตรการร่วมจ่ายในรูปแบบ 60/40 ถูกนำเสนอในฐานะหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายอีกส่วนหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ

ช่วงแรกของการดำเนินโครงการ มาตรการดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกไม่น้อย เนื่องจากสามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการก็ได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อรายละเอียดของมาตรการเริ่มถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน ก็พบว่าความช่วยเหลือดังกล่าวอาจไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึงอย่างที่รัฐบาลพยายามนำเสนอ

ล่าสุด สมาคมภัตตาคารไทยได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาขยายสิทธิหรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีรายได้ระหว่าง 2-5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากกระทรวงการคลังกำหนดให้ร้านค้าที่มีสิทธิเข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

ในมุมมองของกระทรวงการคลัง เหตุผลของการกำหนดเพดานรายได้ดังกล่าวย่อมมีความชัดเจนอยู่ในตัวเอง นั่นคือการต้องการจำกัดวงเงินงบประมาณให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กที่สุดก่อน เพราะหากให้ผู้ประกอบกรรายใหญ่เข้าร่วมโครงการด้วย อาจใช้ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าผู้ประกอบการรายเล็กดูดกำลังซื้อของประชาชน

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทรัพยากรของรัฐมีจำกัด และรัฐบาลจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณ แต่ปัญหาคือโครงสร้างธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากที่มีรายได้ระหว่าง 2-5 ล้านบาทต่อปี อาจไม่ได้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่แต่อย่างใด แต่เป็นร้านอาหารขนาดกลางที่มีต้นทุนค่าเช่า ค่าแรง และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การถูกกันออกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจึงทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุลขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญ ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่ปรากฏชัดในช่วงแรกของโครงการ เพราะกำลังซื้อจากมาตรการภาครัฐยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่คำถามสำคัญคือจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโครงการสิ้นสุดลง ในระยะสั้น ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอาจมียอดขายเพิ่มขึ้นจากแรงสนับสนุนของภาครัฐ ขณะที่ร้านที่อยู่นอกระบบโครงการต้องเผชิญกับการสูญเสียลูกค้าและรายได้บางส่วน แต่ในระยะยาว ความเสียหายอาจลุกลามไปสู่การลดการลงทุน การชะลอการจ้างงาน หรือแม้กระทั่งการปิดกิจการของผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในช่วงเวลาที่มาตรการยังมีผลบังคับใช้

อีกทั้ง มาตรการลักษณะนี้ยังมีความเสี่ยงในการสร้างพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงกระตุ้นจากภาครัฐมากเกินไป เมื่อผู้บริโภคคุ้นชินกับส่วนลดหรือเงินอุดหนุนจากรัฐ การใช้จ่ายหลังสิ้นสุดโครงการอาจหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร้านค้าที่เคยได้รับอานิสงส์จากมาตรการต้องเผชิญกับภาวะยอดขายตกต่ำในภายหลัง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ได้รับสิทธิหรือยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของโครงการเท่านั้น แต่ควรพิจารณาด้วยว่านโยบายดังกล่าวส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจอย่างไร และจะทิ้งภาระอะไรไว้ให้ผู้ประกอบการหลังจากเม็ดเงินภาครัฐหมดลง

นโยบายเศรษฐกิจที่ดีต้องสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน และไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง หากรัฐบาลยังมองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือสร้างตัวเลขและสร้างความนิยมทางการเมืองในระยะสั้น โดยละเลยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้แล้ว โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" กลายเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ทิ้งปัญหาให้ตามล้างตามเช็ดกันอีกในระยะยาว อันเป็นผลลัพธ์จากแนวคิดประชานิยมที่ตื้นเขิน ของรัฐบาลสีน้ำเงิน