คดีฟอกเงิน 'โจ๊ก-มาดามกุ๊บกิ๊บ' สอบสวนเสร็จแต่ไม่ถึงศาล ค้างปริศนาที่ ป.ป.ช. นานผิดปกติ สังคมถามดัง ติดข้อกฎหมาย หรือมีใครดึงเกม ความล่าช้านี้ใครได้ประโยชน์
คดีฟอกเงินที่เริ่มต้นจากการตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล และนางศิรินัดดา หักพาล หรือ “มาดามกุ๊บกิ๊บ” ควรเป็นคดีที่เดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด คำถามของสังคมก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้นว่า
เหตุใดคดีนี้จึงยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ชั้นอัยการและศาลได้
และที่สำคัญกว่านั้น
คดีนี้ติดขัดเพราะข้อกฎหมายจริง หรือมีใครบางคนกำลังดึงเกมอยู่เบื้องหลัง?
จุดเริ่มต้นที่สังคมยังค้างใจ
ประเด็นสำคัญคือ คดีนี้ไม่ได้เกิดจากการร้องเรียนของคู่ขัดแย้งทางการเมือง ไม่ได้เกิดจากการกล่าวหากันเองระหว่างฝ่ายที่มีผลประโยชน์ขัดกัน
แต่เป็นคดีที่มีต้นทางมาจากการตรวจสอบของ ปปง. เอง
เมื่อหน่วยงานของรัฐตรวจพบเส้นทางการเงินที่มีเหตุอันควรสงสัย จึงมีการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงิน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ผู้ร้องทุกข์ในคดีนี้คือ ปปง.
ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง
ไม่ใช่คู่กรณีส่วนตัว
ไม่ใช่ผู้เสียหายรายใดรายหนึ่ง
แต่เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่โดยตรงในการปราบปรามการฟอกเงิน
ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้นว่า หากหน่วยงานของรัฐเองเป็นผู้ตรวจพบความผิดปกติและเป็นผู้ร้องทุกข์เอง เหตุใดคดีจึงยังเดินหน้าไม่ได้
ความล่าช้าที่เริ่มตั้งแต่ชั้น ปปง.
หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอด คือบทบาทของ ปปง. ในช่วงที่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
มีคำถามเกิดขึ้นในสังคมว่า เหตุใดเมื่อมีข้อมูลธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จึงไม่มีมาตรการที่เด็ดขาดเพียงพอในการรักษาสภาพทรัพย์สิน
เหตุใดจึงเกิดสถานการณ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปิดช่องให้มีการเคลื่อนย้ายเงินออกจากระบบได้
และเหตุใดข้อสงสัยเหล่านี้จึงไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
แม้ ปปง. จะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการกล่าวโทษ แต่คำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินการกลับยังคงค้างอยู่จนถึงทุกวันนี้
สอบสวนเสร็จแล้ว แต่คดียังไม่ไปไหน
พนักงานสอบสวน บก น6
ได้รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน และสรุปสำนวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เพื่อความรัดกุม จึงได้มีหนังสือ สอบถาม ไปยัง ปปช
หนังสือ ที่ถาม ถามเพื่อให้ ปปช ยืนยัน ว่า คดีนี้ ปปช มีอำนาจ หรือ ไม่ เพราะ โจ๊กสุรเชษฐ์ ร้องเรียนให้ ตำรวจ ส่ง ปปช แค่นั้นเอง
โดยหลักการแล้ว การสอบถามดังกล่าวควรเป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายที่ใช้กำหนดอำนาจหน้าที่ มิใช่เหตุให้คดีหยุดนิ่งเป็นเวลายาวนาน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คดีถูกพักอยู่ในชั้นพิจารณาของ ป.ป.ช. มาเป็นเวลานาน
นานจนประชาชนเริ่มรู้สึกว่า คำว่า “อยู่ระหว่างการพิจารณา” กำลังกลายเป็นว่าไม่มีใครรู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน
เมื่อชื่อของผู้เกี่ยวข้องเริ่มปรากฏ
จากหนังสือของสำนักงาน ป.ป.ช. ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่แจ้งไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ระบุว่า คดีดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
จึงยังไม่มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
คำตอบดังกล่าวอาจเพียงพอในทางธุรการ
แต่ไม่เพียงพอในทางสังคม
โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลและคำร้องบางส่วนที่กล่าวถึงชื่อบุคคลในกระบวนการตรวจสอบ อาทิ ร.ต.ทองเพิ่ม ศรีโยธา ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่ามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการดำเนินการบางช่วงของเรื่องดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับบุคคลระดับกรรมการ ป.ป.ช. บางรายที่เคยตกเป็นข่าวในประเด็นอื้อฉาวมาก่อน
แม้ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้จะยังไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย และไม่มีคำวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำผิด
แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถามคือ
มีการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
มีการกันบุคคลที่อาจถูกตั้งข้อสงสัยออกจากกระบวนการพิจารณาหรือไม่
มีมาตรการตรวจสอบภายในที่โปร่งใสเพียงพอหรือไม่
และที่สำคัญที่สุด
เหตุใดคดีจึงยังไม่เดินหน้า
ใครได้ประโยชน์จากความล่าช้า?
ทุกวันที่คดีหยุดนิ่ง
ทุกวันที่ไม่มีข้อยุติ
ทุกวันที่ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน
ย่อมมีผู้ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ในขณะที่ประชาชนต้องรอคำตอบ
ผู้ถูกกล่าวหายังคงไม่ได้รับคำพิพากษา
สังคมยังไม่รู้ข้อเท็จจริง
กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตกลับตกอยู่ในสถานะที่ถูกตั้งคำถามเสียเอง
ความเสียหายที่แท้จริงกำลังตกอยู่กับ ป.ป.ช.
ปัญหาสำคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่ตัวคดีฟอกเงิน
แต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่กำลังลดลงต่อองค์กรตรวจสอบการทุจริต
เมื่อคดีของประชาชนทั่วไปสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
แต่คดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงกลับใช้เวลายาวนานผิดปกติ
ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประชาชนจะตั้งคำถามว่า มาตรฐานเดียวกันยังคงมีอยู่จริงหรือไม่
การปล่อยให้คดีค้างคาโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ
กำลังสร้างความเสียหายต่อ ป.ป.ช. มากกว่าที่หลายคนคิด
เพราะทุกวัน ที่เงียบ
คือทุกวันที่ข้อสงสัยเพิ่มขึ้น
ทุกวันที่ช้า
คือทุกวันที่ความเชื่อมั่นลดลง
และทุกวันที่ไม่มีคำตอบ
คือทุกวันที่ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต กำลังตรวจสอบตัวเองได้จริงหรือไม่
ถึงเวลาที่ ป.ป.ช. ต้องตอบสังคม
วันนี้คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ นางศิรินัดดา หักพาล มีความผิดหรือไม่
เพราะนั่นเป็นอำนาจของศาล
แต่คำถามสำคัญคือ
เหตุใดคดีจึงยังไม่เดินหน้า
เหตุใดการพิจารณาจึงใช้เวลายาวนานผิดปกติ

