xs
xsm
sm
md
lg

ถูกใจอังเคิ่ล! “ฮุนเซน” โพสต์บทความ “อัครพงษ์ ค้ำคูณ” อ้างไทยเสียเปรียบแล้วหลังยกเลิก MOU44 เหน็บไม่เข้าใจกฎหมายทะเล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ฮุน เซน” โพสต์บทความ “อัครพงษ์ ค้ำคูณ” วิเคราะห์ปมพิพาทไทย-กัมพูชาภายใต้ UNCLOS ระบุไทยเสียเปรียบกัมพูชาไปแล้ว หลังยกเลิก MOU 44 แก้ปัญหาผิดจุด ขาดความเข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ เรียกร้องแก้ปัญหาตามหลักกฎหมายสากล


วันนี้ (8 มิ.ย.) นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และรักษาการประมุขแห่งรัฐกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia โดยการนำเนื้อหาบทความของนายอัครพงษ์ ค้ำคูณ นักวิชาการและอดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเผยแพร่

นายฮุนเซนระบุว่า ให้ความสนใจบทความของนายอัครพงษ์ ค้ำคูณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการอาเซียนและการศึกษาปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ในหัวข้อ “วิเคราะห์ข้อเสนอ “ไทย” คุมเกม UNCLOS” ซึ่งในบทวิเคราะห์ดังกล่าว ผู้เขียนได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่กับจินตนาการและไม่ค่อยอ่านหนังสือ ตนจึงนำคำแปลอย่างไม่เป็นทางการของบทความดังกล่าว มาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนของทั้งกัมพูชาและไทยได้รับทราบข้อมูล โดยยืนยันว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อบทความดังกล่าว

ในบทความดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของนายอัครพงษ์ ค้ำคูณ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ได้วิเคราะห์กรณีที่กัมพูชายื่นหนังสือต่อฝ่ายไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตาม United Nations ภายใต้ United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) หลังจากแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 2 คนเป็นผู้แทน และกำหนดให้ไทยเสนอชื่อผู้แทนอีก 2 คน ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อร่วมกันคัดเลือกประธานคณะไกล่เกลี่ย

บทความระบุว่า ปัญหาสำคัญของไทยไม่ได้อยู่ที่การตามเกมกัมพูชาไม่ทัน แต่เป็นการขาดความเข้าใจในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายทะเล และวิพากษ์วิจารณ์ว่าสังคมไทยมักมองปัญหาด้วยอารมณ์และจินตนาการ มากกว่าการศึกษาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายอัครพงษ์อ้างว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนทางบก โดยเฉพาะบริเวณช่องบก กลับถูกขยายไปสู่ประเด็นทางทะเล จนนำไปสู่การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือ MOU 44 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

บทความระบุด้วยว่า สังคมไทยยังสับสนระหว่างข้อตกลงและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดน ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงปี 2538, บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ปี 2543 (MOU 43) รวมถึงกลไกความร่วมมือทางทหารอย่างคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)

นายอัครพงษ์ยังระบุว่า การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ทำให้กัมพูชาสามารถใช้กลไกที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ได้ทันที โดยเฉพาะมาตรา 83 วรรค 3 และภาคผนวกที่ 5 ซึ่งกำหนดกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ย และระยะเวลาในการเสนอชื่อผู้แทนของแต่ละฝ่าย

นอกจากนี้ นายอัครพงษ์ยังวิจารณ์ว่า รัฐบาลไทยไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่กลับปล่อยให้ข้อพิพาทชายแดนถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมเตือนว่าหากยังไม่แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่การปะทะกันอีกในอนาคต
ตอนหนึ่งของบทความยังระบุว่า ไทยเสียเปรียบไปแล้ว ในเวทีระหว่างประเทศ จากการยกเลิก MOU 44 เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไม่มีบทบัญญัติให้ยกเลิกได้ตามอำเภอใจ และการดำเนินการดังกล่าวอาจเปิดช่องให้กัมพูชานำประเด็นดังกล่าวไปใช้เป็นข้อโต้แย้งในเวทีระหว่างประเทศได้

นายอัครพงษ์เสนอว่า หากไทยต้องการยุติข้อพิพาทกับกัมพูชา ควรดำเนินการตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและกระบวนการที่กำหนดไว้ใน UNCLOS โดยเสนอชื่อผู้แทนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเจรจาและหาทางออกอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันกัมพูชาก็ควรยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลีกเลี่ยงการใช้กลยุทธ์ทางการเมืองเช่นกัน

ทั้งนี้ นายฮุน เซน ระบุว่าเผยแพร่บทความดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้พิจารณาเนื้อหาด้วยตนเอง โดยไม่ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อวิเคราะห์ของนักวิชาการไทยรายนี้แต่อย่างใด.