MGR Online - “โฆษกดีเอสไอ” เผย น้องชาย “เสี่ยตือคอสโม่” เข้าพบพนักงานสอบสวน ปฏิเสธทุกข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง พบหลักฐานสำคัญเส้นทางการเงิน
วันนี้ (8 มิ.ย.) ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ ได้ออกหมายเรียก นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ซึ่งเป็นน้องชายของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ “เสี่ยตือ คอสโม่” มารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐาน ร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งไป ซึ่งพนักงานสอบสวนจะมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานก่อนว่าตามข้อเท็จจริงนั้นมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาหรือไม่ แต่ในกรณีนี้พนักงานสอบสวนมองแล้วเห็นว่ามีพฤติกรรมที่น่าจะร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหา 2 ราย ก่อนหน้านี้ จึงต้องเชิญมารับทราบข้อกล่าวหา ทางผู้ถูกกล่าวหาก็ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว และได้รับทราบข้อเท็จจริงตามที่พนักงานสอบสวนเห็นว่าเข้าลักษณะที่เป็นการกระทำความผิด และหลังจากนี้ผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ที่จะนำพยานหลักฐานที่มองว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็เป็นกระบวนการสอบสวนปกติทั่วไป
พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า กรณีที่ผู้ต้องหาได้ปฏิเสธข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เป็นการปฏิเสธตามข้อหาที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งไปในกรณีการร่วมกันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการใดๆ เพื่อให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีคุณภาพไม่เป็นไปตามที่มีการประกาศกำหนดไว้ โดยเจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้มีการกระทำความผิด ส่วนขั้นตอนเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้ากรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธข้อกล่าวหา ก็มีสิทธิ์ที่จะนำพยานหลักฐานมาอธิบายกับพนักงานสอบสวนว่าทำไมตัวเองถึงไม่ได้กระทำความผิดนั้น อนึ่ง พนักงานสอบสวนต้องรับฟังทั้งหมด และถึงจะได้มาพิจารณาว่าจากข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย ฟังความได้ความว่าอย่างไร จึงจะได้สรุปความเห็นทางคดีต่อไป
พ.ต.ต.วรณัน เผยต่อว่า ส่วนพฤติการณ์ทางคดีว่าบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด มีการรับน้ำมันจากโรงกลั่นแห่งไหน หรือสาเหตุว่าทำไมต้องปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนหรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่ารายละเอียดภายในสำนวนขอไม่ลงลึกมากไป แต่พฤติการณ์ที่ใช้ในการแจ้งข้อกล่าวหา คือ เราพบว่าน้ำมันมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ส่วนแหล่งที่มาของน้ำมันอย่างไร ทราบว่าในสำนวนมีอยู่แล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวสจะต้องไปใช้ขยายผลต่อไป
พ.ต.ต.วรณัน แจงว่า สาเหตุที่ผู้ต้องหาให้ผู้อื่นมาเป็นกรรมการบริษัทบริหารแทนตน แต่ตัวเองไม่เคยปรากฏชื่อในโครงสร้างผู้บริหารมาตลอด แต่รับผลประโยชน์จากบริษัทในการค้าน้ำมันนั้น เป็นสิ่งที่พนักงานสอบสวนก็ตรวจสอบอยู่ และส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เขามีสิทธิ์จะนำข้อเท็จจริงมาอธิบายเพื่อแก้ข้อกล่าวหาด้วย อย่างไรก็ตาม มูลค่าเม็ดเงินที่ได้จากการค้าขายน้ำมันของบริษัท ทริลเลี่ยนฯ นั้นถือเป็นข้อมูลภายในสำนวน จึงขอสงวนการเปิดเผยเชิงลึก แต่หลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่าผู้ต้องหามีการรับผลประโยชน์จากบริษัทฯ ก็มีทั้งเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน ซึ่งผู้ต้องหาพร้อมชี้แจงในวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. จึงประสานพนักงานสอบสวนขอเข้าชี้แจงในวันดังกล่าว และยังมีเวลาในการนำพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมมาชี้แจงได้
พ.ต.ต.วรณัน ย้ำว่า กรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนฯ ตอนนี้มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 3 ราย คือ 1.บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ในฐานะนิติบุคคล 2.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด และ 3.ผู้ต้องหารายล่าสุดที่ถูกแจ้งข้อหาไปเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย.69 (นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี)
พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า ส่วนกรณีการตรวจสอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับที่กรมธุรกิจพลังงาน โดยชุดสุดซอยได้เคยมาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหมายเรียกผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 11-12 มิ.ย.69 นั้น ส่วนนี้ทางกรมธุรกิจพลังงานได้มีการมายื่นเรื่องกล่าวหาว่ามีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 ราย มีการออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดว่าจะต้องกรอกให้ครบถ้วน แต่ปรากฏว่าได้มีการกรอกข้อมูลในใบกำกับการขนส่งน้ำมันไม่ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด จึงเป็นพฤติกรรมที่มีพยานหลักฐานตามที่พนักงานสอบสวนมองว่ามีหลักฐานพอสมควรว่าได้กระทำความผิด จึงได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันเวลาดังกล่าว
พ.ต.ต.วรณัน ปิดท้ายว่า สำหรับกรณีการตรวจสอบบริษัทเจ้าของเรือและเที่ยวเรือที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันในทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่ามีเที่ยวเรือถึง 99 เที่ยวที่อาจเชื่อมโยงกับน้ำมันที่ล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี 60 ล้านลิตรนั้น ยืนยันว่าคณะพนักงานสืบสวนยังคงเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง ซึ่งในวันศุกร์นี้ 12 มิ.ย.69 คณะพนักงานสืบสวนจะได้มีการสรุปข้อมูลนำเสนอในที่ประชุม เนื่องด้วยอธิบดีดีเอสไอได้เชิญประชุมขอติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ดังนั้น ตอนนี้คดีอาญาที่มีความคืบหน้าสำคัญจากกรณีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมี 2 เรื่อง คือ กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 รายที่ไม่กรอกข้อมูลในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือให้ครบถ้วนตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ปัจจุบันมีผู้ต้องหาทั้งสิ้น 3 ราย คือ 1.ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในฐานะนิติบุคคล 2.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด และ 3.นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ฐานร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนด หรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 50
ขณะที่การตรวจสอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือโรงกลั่น 6 แห่งในประเทศไทย ที่ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่าจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญนั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งเป็นนิติบุคคลระดับมหาชนทั้ง 6 บริษัท เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยได้นัดหมายให้โรงกลั่นเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างวันที่ 11 – 12 มิ.ย.69 ซี่งในบรรดา 6 โรงกลั่นที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียก ยังคงไม่มีรายใดส่งหนังสือขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา จึงยังคงเป็นกำหนดนัดหมายเดิม ประกอบด้วย 1.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน): Thaioil (TOP) 2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน): GC (PTTGC) 3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน): IRPC 4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): Bangchak (BCP) 5.บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน): Bangchak Sriracha (BSRC) และ 6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน): Star Petroleum (SPRC)

