รายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่โดยองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ระบุว่าการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชาที่ได้รับความสนใจอย่างมากนั้น ล้มเหลวในการทำลายเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ส่วนใหญ่ในประเทศ และทำให้เหยื่อหลายพันคนขาดการคุ้มครองหรือการสนับสนุนที่เพียงพอ
รายงานความยาว 150 หน้า ในชื่อ Falling Through the Cracks: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds ได้ตั้งคำถามต่อคำกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่ว่า การรณรงค์ปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ได้ทำให้เครือข่ายอาชญากรที่ดำเนินการทั่วประเทศอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ
องค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวว่า จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายหลอกลวงมากกว่า 70% ที่ระบุได้นั้น ดูเหมือนจะถูกมองข้ามไปในระหว่างการปราบปราม ขณะที่เหยื่อจำนวนมากของการค้ามนุษย์ การทรมาน และการบังคับใช้แรงงาน ก็ยังคงตกอยู่ในช่องว่างของระบบ
“รัฐบาลกัมพูชาจัดการภาพการปราบปรามการหลอกลวงอย่างระมัดระวัง แต่เบื้องหลังของทุกพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการจับกุมหรือบุกตรวจค้นสถานที่ต่างๆ คือผู้รอดชีวิตจากการเป็นทาส การทรมานและการข่มขืน แทบไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ” รายงานระบุ
รายงานฉบับนี้มีขึ้นหลังจากการสืบสวนขององค์การนิรโทษกรรมสากลในเดือนมิ.ย. 2568 ที่บันทึกการเป็นทาส การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการทรมานอย่างกว้างขวางในสถานที่หลอกลวงกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา การศึกษาล่าสุดได้ระบุสถานที่เพิ่มเติมอีก 33 แห่ง และยังรวมถึงคำให้การจากผู้รอดชีวิต 73 คน จาก 16 ประเทศ ที่ถูกกักขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงระหว่างการปราบปรามของรัฐบาล
กัมพูชาได้เริ่มดำเนินการสิ่งที่รัฐบาลระบุว่าเป็นปฏิบัติการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเดือนก.ค. 2568 โดยให้คำมั่นว่าจะกำจัดเครือข่ายอาชญากรที่รับผิดชอบการฉ้อโกงขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก โดยทางการได้ประกาศปิดศูนย์หลอกลวงออนไลน์มากกว่า 200 แห่ง และจับกุมหัวหน้าแก๊งหลายคน
อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลได้ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของความพยายามเหล่านั้น จากศูนย์หลอกลวง 86 แห่งที่องค์กรระบุไว้ พบหลักฐานการแทรกแซงของรัฐเพียง 24 แห่งเท่านั้น นอกจากนี้ หน่วยงานยังบันทึกการปล่อยตัวหรือการหลบหนีครั้งใหญ่จากศูนย์หลอกลวงอีก 7 แห่ง
รายงานกล่าวหาว่าการปราบปรามของตำรวจมักไม่ได้ผล ล่าช้า หรือถูกขัดขวางจากการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ดูแลสถานที่และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยองค์การนิรโทษกรรมสากลได้สัมภาษณ์เหยื่อที่รายงานว่าถูกละเมิดในศูนย์หลอกลวง รวมทั้งที่เกิดขึ้นหลังจากมีปฏิบัติการปราบปรามของตำรวจเกิดขึ้นแล้วก็ตาม
ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งระบุว่าเธอถูกค้ามนุษย์จากแอฟริกาตะวันออกขณะมีอายุ 16 ปี หลังจากได้รับสัญญาว่าจะได้งานบนเรือสำราญ ในระหว่างการปราบปราม เธอถูกย้ายไปมาระหว่างสถานที่กักขังเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของตำรวจ
“พวกเขาใส่กุญแจมือฉันไว้กับเก้าอี้ และบังคับให้ฉันยืนอยู่ 2 วัน หลังจากนั้นก็ทุบตีและพาพวกเราขึ้นรถ” ผู้รอดชีวิตกล่าวกับองค์การนิรโทษกรรมสากล
หลังจากถูกทิ้งไว้ในเวลากลางคืนพร้อมกับเหยื่อรายอื่นๆ เธอกล่าวว่าตำรวจขู่ว่าจะส่งเธอกลับไปที่ศูนย์หลอกลวงแทนที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่ในท้ายที่สุดเธอก็หนีออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากชาวกัมพูชาในท้องถิ่น
องค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวว่า ผู้รอดชีวิต 73 คน ที่ให้สัมภาษณ์ในรายงานชิ้นนี้ไม่มีใครได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แม้ว่าหน่วยงานจะสรุปว่าพวกเขาทั้งหมดตรงตามเกณฑ์ที่ยอมรับในระดับสากล
มีรายงานว่าหลายคนกลายเป็นคนไร้บ้านหลังจากหลบหนีหรือถูกปล่อยตัวออกจากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ขณะที่บางคนถูกคุมขังอยู่ในศูนย์ตรวจคนเข้าเมือง ที่ผู้รอดชีวิตบางคนกล่าวหาว่าตำรวจได้รีดไถหรือข่มขู่พวกเขาแทยที่จะให้ความคุ้มครอง
รายงานยังกล่าวหาเพิ่มเติมว่า การสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้จัดการศูนย์หลอกลวง ทำให้ความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอลง ผู้รอดชีวิตจากศูนย์หลอกลวงแห่งหนึ่งในจ.เปรยเวง อ้างว่าตำรวจมาตรวจเยี่ยมศูนย์เป็นประจำ รวมถึงการนำศพออกไป และพูดคุยกับผู้จัดการศูนย์โดยไม่ทำการจับกุมใดๆ
ผู้รอดชีวิตชาวเคนยารายหนึ่งกล่าวกับองค์การนิรโทษกรรมสากลว่า เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกทารุณกรรมอย่างรุนแรงในศูนย์หลอกลวง
“พวกเราพยายามปลุกเธอ แต่เธอเสียชีวิตแล้ว และตำรวจก็มานำศพออกไป” ผู้รอดชีวิตชาวเคนยา กล่าว
องค์การนิรโทษกรรมสากลยังได้บันทึกข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงทางเพศภายในศูนย์หลอกลวงต่างๆ โดยมีผู้หญิง 6 คน ที่ให้สัมภาษณ์ในรายงานระบุว่าพวกเธอถูกข่มขืนหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศในรูปแบบต่างๆ มี 5 คนกล่าวหาว่าถูกข่มขืนโดยผู้จัดการหรือหัวหน้าทีม ขณะที่ผู้หญิงคนหนึ่งจากบราซิลอ้างว่าผู้จัดการอนุญาตให้สแกมเมอร์ที่ทำงานสำเร็จทำร้ายเธอเป็นรางวัลตอบแทน
องค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวว่าผู้จัดการของศูนย์หลอกลวงบางแห่งดูเหมือนจะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการของตำรวจ ทำให้พวกเขาสามารถย้ายเหยื่อและหลบหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง
แม้รัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าประสบความสำเร็จในการปราบปราม แต่องค์การนิรโทษกรรมได้วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พวกเขาอธิบายว่าเป็นการขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับการปราบปราม โดยหน่วยงานกล่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดต่อสาธารณะว่าศูนย์หลอกลวงใดบ้างที่ถูกสอบสวน หลักฐานที่รวบรวมได้ หรือวิธีการตรวจสอบ
“การขาดความโปร่งใสของรัฐบาลกัมพูชาทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวอ้างของพวกเขาได้ และบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการทั้งหมด” รายงานระบุ
นอกจากนี้ แอมเนสตี้ยังระบุว่านักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เผชิญกับการจับกุมและการข่มขู่เช่นกัน
รายงานยังเน้นย้ำถึงข้อกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ที่ใช้ในการฉ้อโกงและกาสิโนที่ได้รับอนุญาต ซึ่งแอมเนสตี้กล่าวว่าการสอบสวนก่อนหน้านี้ พบว่ามีกาสิโน 12 แห่งที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการฉ้อโกงได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแม้ว่าจะมีการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และรายงานฉบับใหม่ได้ระบุชื่อกาสิโนเพิ่มอีก 4 แห่ง ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับศูนย์หลอกลวง
องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยกระตุ้นให้ทางการกัมพูชาสอบสวนสถานที่ที่ใช้ในการฉ้อโกงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ระบุและช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์อย่างเหมาะสม และแก้ไขข้อบกพร่องที่ขัดขวางความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย
ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชายังไม่ตอบสนองต่อคำถามขององค์การนิรโทษกรรมสากลที่อ้างถึงในรายงานดังกล่าว.

