ทวีเปิดแผลโครงการ AI Passport งบ 1,650 ล้านบาท พบ TOR สุดพิรุธ บังคับเอกชนพาเจ้าหน้าที่ทัวร์หรูต่างประเทศ แถมเปิดช่องให้บวกราคากลับมาให้รัฐจ่าย แทนที่เงินจะถูกใช้พัฒนาเทคโนโลยีของคนไทย
แม้ว่าก่อนหน้านี้ 'ไชยชนก ชิดชอบ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเริ่มส่งสัญญาณถอยโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) แต่ในแง่ของการตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากลนั้น ก็ยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังตั้งข้อสงสัยพอสมควร
โดยในเรื่องนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุตอนหนึ่งว่า โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) มูลค่าสูงถึง 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเปรียบเทียบกับเอกสารรายงานผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2566 ของกรมบัญชีกลาง พบว่ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถูกระบุในรายงานผลการประเมินภาพรวมที่สำคัญประจำปีบัญชี 2566 ว่า ไม่สามารถบ่งบอกความสำเร็จของแต่ละแผนงาน โครงการได้อย่างชัดเจนตามตัวชี้วัดที่กำหนดทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพและเป้าหมาย และได้คะแนนผลการประเมินเฉลี่ยเพียง 3.5841 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมของทั้ง 113 กองทุนหมุนเวียนซึ่งอยู่ที่ 4.1733 คะแนน
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการจากกรมบัญชีกลางว่า “ผลตอบแทนทางสังคมของโครงการที่กองทุนฯให้การสนับสนุนไม่สามารถนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาได้” แต่แทนที่หน่วยงานจะเร่งรัดปรับปรุงประสิทธิภาพตามคำเตือน ขอบเขตของงานหรือ TOR โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาทที่ประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าประมูลฉบับนี้ กลับยิ่งสะท้อนปัญหางบประมาณ โดยเฉพาะการเกิดเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ดัดแปลงนิยาม งบลงทุน ให้กลายเป็นงบสันทนาการส่วนตัว เอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปดูงานสันทนาการหรูหราโดยที่สังคมไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ โดยปรากฏหลักฐานชัดเจนใน TOR ถึง 3 จุด
จุดแรก ข้อ 4.4.1.4 บังคับให้บริษัทเอกชนผู้ชนะประมูลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สถานที่จริงของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ให้เจ้าหน้าที่ สดช. ไม่น้อยกว่า 10 คน บินลัดฟ้าสู่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรป มูลค่าสูงถึง 3-5 ล้านบาท โดยไม่มีการระบุผลงานส่งมอบองค์ความรู้ใด ๆ กลับคืนมาสู่รัฐ
จุดที่สอง ข้อ 4.3.1.7 และ 4.4.2.8 บังคับเอกชนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศนับสิบเที่ยว ค่าห้องพักโรงแรม และค่าอาหารหรูให้เจ้าหน้าที่รัฐคราวละ 5 คน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ
จุดที่สาม ค่าใช้จ่ายสันทนาการและการดูแลเหล่านี้ แท้จริงแล้วจะถูกเอกชนนำไปบวกเพิ่มรวมกลับเข้ามาในราคากลาง 1,650 ล้านบาทที่รัฐต้องจ่าย แทนที่เงินกองทุนหมุนเวียนจะถูกนำไปพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้คุ้มค่า แต่กลับถูกทอนไปเป็นค่ากิน เที่ยว พักผ่อนของข้าราชการบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ฉกรรจ์และเป็นความจริงเชิงโครงสร้างคือเรื่องของระบบการประมวลผล ใน TOR ข้อ 4.2.2.1 กำหนดความต้องการทางเทคนิคให้ระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้จำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 คน ณ ชั่วโมงเดียวกัน ซึ่งการประมวลผลคำสั่งของ Generative AI รุ่น Pro หรือ Premium ในสเกลขนาดนี้ ต้องใช้ทรัพยากรการประมวลผลมหาศาล เนื่องจาก TOR ไม่ได้ระบุจำนวน token หรือขีดจำกัดการใช้งานต่อคนไว้ ทำให้ไม่มีกลไกควบคุมต้นทุนที่ชัดเจน แต่ทว่า เนื่องจากโมเดลเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติภายนอกประเทศ แม้บริษัทเหล่านั้นจะเข้ามาตั้งโรงงาน Data Center ในไทยเพื่อใช้พลังงานไฟฟ้าของเรา แต่ขุมพลังงานและการควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้อาณาเขตและเงื่อนไขของกลุ่มทุนข้ามชาติ
การจ่ายเงิน 1,650 ล้านบาทจากระบบกองทุนหมุนเวียนไปกับการเช่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่างชาติเพียงแค่ 1 ปี เท่ากับการปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไปสู่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม โดยสร้างผลตอบแทนเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่จับต้องแทบไม่ได้ ภาพในอนาคตจากโครงการนี้คือ ประเทศไทยยังคงต้องถูกคนอื่นควบคุมระบบ AI ได้ทุกเมื่อ โอกาสที่จะมี AI ของตนเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลภายในประเทศจึงเป็นได้แค่ความฝัน ทั้งที่มันคือเรื่องของอำนาจอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

