ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ขบวนการปั่นผลสำรวจใช้ "ซูเปอร์โพล" อ้างคนไทยหนุน "TH-AI Passport" ช่วย"ไชยชนก" !?
ทัวร์ลงกระหน่ำเพราะโดนจับโป๊ะลากไส้มาได้ว่า โครงการ "TH-AI Passport "มูลค่า 1,650 ล้านบาทนั้น ปั้นขึ้นมาเพื่อพวกพ้องและเครือข่ายให้รวย..รวย..รวยไม่ไหวแล้ว
งานนี้ "ลูกนก" ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลูกชาย "เนวิน ชิดชอบ" ตอบไม่เคลียร์ แถมอธิบายด้วยภูมิรู้ภาษาอังกฤษคำไทยคำ เพื่อให้ดูเท่เข้ากับโครงการเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็เอาไม่อยู่ ว่าแล้วผู้อยู่เบื้องหลังหรือ "กุนซือ" ระบอบน้ำเงิน จึงถูกสั่งให้หาหนทาง "ช่วยลูกนก" ด้วย
แอ่นแอ๊น..และแล้ววิชามารเดิมๆ ก็ถูกนำมาใช้ นั่นคือ โยนโจทย์ให้ "สำนักโพล"ทำโพลโดยให้มีผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
เมื่อผลโพลกำหนดคำตอบได้ ก็จะส่งให้สื่อในเครือข่ายตีปิ๊บ ว่า นี่ไง ประชาชนเห็นด้วยกับรัฐบาล มีความต้องการใช้ AI
เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นด้วย รัฐบาลก็จะเดินหน้าต่อ…แหม มุกนี้ เขาเรียกว่า มุกโบราณ ปั้นน้ำเป็นตัว ทำผลสำรวจขึ้นมาเชียร์
ปั้นข้อมูลกับตัวเลขขึ้นมาแบบนี้ ใครๆ ก็ดูออก
ต้องบอกว่า งานนี้ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ เพราะบอกสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,143 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน แต่พอ วันที่ 5 มิถุนายน เผยแพร่ผลสำรวจทันที สรุปวิเคราะห์ผลสำรวจ 1 พันกว่าตัวอย่าง ตัวอย่างละ 6 คำถาม แถมมีตัวเลือกในคำตอบมากกว่าหนึ่ง แต่ทั้งหมดแม่มทำได้ภายใน 1 วัน!
ถ้าไม่ใช่ "สำนักวิจัยซูเปอร์โพล" คงหาสำนักไหนบันดาลได้เร็วขนาดนี่ได้ยาก
ที่สำคัญเพราะรีบร้อนด่วนสรุปตาม "ออเดอร์" ซูเปอร์โพล กลับไม่ยอมระบุรายละเอียดของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งเพศชายกี่คน หญิงกี่คน ช่วงอายุ อาชีพ ภูมิลำเนา หรือจังหวัดของผู้ตอบแบบสอบถาม !?
คนวงในของสำนักโพลอื่นๆ นี่เขาเห็นแล้วก็สังเวชใจ เสียชื่อเสียเสียง ความน่าเชื่อของวงการ "โพล" หมดกัน
ว่ากันว่า ระหว่างพรรคน้ำเงินกับซูเปอร์โพล มีการใช้บริการกันมานาน ประเภทมองตาก็รู้ใจ ภูมิใจไทยอยากได้แบบไหน ก็พร้อมจัดให้ เท่าที่เห็นตั้งแต่ ปี 2565 แล้ว เพราะช่วงนั้นสีน้ำเงินกำลังหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งปี 2566 โดยต้องการให้สำนักโพลสักแห่งค่อยๆ สร้างภาพ สร้างราคา ชี้นำเชิงจิตวิทยาในสังคม แต่ไม่มีสำนักวิจัยไหนเอาด้วย ก็มีแต่"ซูเปอร์โพล" นี่แหละ
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผลสำรวจอะไรต่อมิอะไรของสำนักนี้ ก็จะเทก็จะเอียงไปทาง "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล บ้าง ทางพรรคน้ำเงินบ้าง โดยกลยุทธ์ในช่วงแรก ต้องการให้ค่อยๆ เชียร์แบบแนบเนียน มิให้เว่อร์วังเกินไป
ยกตัวอย่าง เช่น ภารกิจปกป้องนโยบายกัญชา เพราะตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักจากหลายภาคส่วน หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขของ "เสี่ยหนู" ในตอนนั้น ออกประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทุกอย่างก็แพร่ระบาดไปทั่ว ทั้งขนม อาหาร และแบบสูบ พอโดนด่าหนักๆเข้า สถานการณ์เหมือนกับโครงการ AI ของ "ไชยชนก" ตอนนี้ ภูมิใจไทยจึงพึ่งบริการใช้ซูเปอร์โพล ทำผลสำรวจมาว่า ผู้คนเห็นด้วย ว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้! แถมยังทำโพลชี้นำสังคมให้เข้าใจว่า การต่อต้านนโยบายกัญชา เป็นเกมเตะตัดขาทางการเมือง
ต่อมาในปี 65 เหมือนกันซูเปอร์โพล ก็ทำโพลอวยคะแนนนิยม "เสี่ยหนู" ให้ขึ้นมาเป็นอันดับสาม รองจาก “ลุงตู่” กับ “อุ๊งอิ๊งค์” พอปลายปี 65 ทำโพลให้ภูมิใจไทยขยับขึ้นมาเป็นที่สอง แซงพลังประชารัฐของลุงๆ แถมยังอวย "เสี่ยหนู" ว่าเป็นเบอร์ 1 ด้าน "พูดแล้วทำ" กล้าเปลี่ยนแปลง ช่วยชาวบ้าน และไม่มีเรื่องขัดแย้งภายในพรรค
เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนจะเลือกตั้ง ยังทำโพลเรื่อง รัฐมนตรีขวัญใจประชาชน ตอนนี้ไม่มีกั๊ก เพราะจัดให้ "เสี่ยหนู" ขึ้นแท่นเป็น อันดับ 1 ซึ่งหลายคนสงสัย “อนุทิน” ไปเป็นขวัญใจประชาชน ตอนไหน !?
เรียกว่า จ้างร้อยเล่นล้าน อวยไส้แตก ให้ประชาชนหูตาแตกกันไปข้าง
ข้ามมาปี 2568 ช่วงน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะกรณี "หาดใหญ่" รัฐบาลอนุทิน ตอนนั้นโดนถล่มยับ "เสี่ยหนู" ทำงานไม่เป็น แถมปากพาจน จน "กุนซือ" ต้องงัดมุกเก่าเล่ายี่ห้อ ใช้โพลอ้าง ให้ซูเปอร์โพล ช่วยแก้ตัวแทนด้วยผลสำรวจว่า ประชาชน เห็นว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นเหตุสุดวิสัย ยังเชื่อมั่นใน “นายกฯหนู” เพราะนายกฯมาลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยตัวเอง
แล้วล่าสุด ก็มาเป็นผลสำรวจเชียร์โครงการ เอไอ พาสปอร์ต ของ "ไชยชนก" ตามฟอร์ม!
++ พรรคส้ม ยื่นตรวจสอบป.ป.ช. แค่ใช้ชื่อ“ศักดิ์สยาม”เรียกแขก?!
หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม ฝ่ายค้านนำโดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อม สว.บางส่วน จึงเดินเกมกลับ ด้วยการยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบป.ป.ช. ทั้งคณะ
โดยระบุว่า การพิจารณาคดีอาจมีปัญหาเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน และการใช้ดุลพินิจที่ขัดกับแนววินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ “ศักดิ์สยาม” พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
จุดขายในทางการเมืองของฝ่ายค้านคือ การตั้งคำถามว่า เหตุใดคำวินิจฉัยของป.ป.ช.จึงออกมาในทิศทางแตกต่างจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยชี้ประเด็นเกี่ยวกับการถือหุ้นของ “ศักดิ์สยาม”ไว้ก่อนหน้านี้
สถานการณ์ในตอนนี้ จึงทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคม ต่อองค์กรอิสระอย่างป.ป.ช. มากกว่าตัว “ศักดิ์สยาม” เอง
ล่าสุด “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคส้ม ได้ออกมาชี้ข้อพิรุธถึงการปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช. อาทิ
ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ไม่ได้มีการรตรวจสอบเชิงลึกในเรื่องการถือหุ้น โดยตรวจสอบเพียงแค่ ระดับผิวเผิน หรือเป็นเพราะมีคนไม่อนุมัติให้ตรวจสอบ
เรื่องจึงกลายเป็นว่า หลังจากที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ก็มีข้อสรุปว่า คดีดังกล่าวนั้น มีข้อมูล หรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงได้ยุติการตรวจสอบ และยกคำร้อง โดยที่ผู้ร้อง ก็ไม่เคยถูกเรียกเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้ง ในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ก็ไม่ปรากฏว่าเคยมีการตรวจสอบเรื่องของนิติกรรมอำพราง แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจ วินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ที่มีข้อสงสัยหรือใบวางบิล ที่มีข้อสงสัยเรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.จะปฏิเสธไม่ได้ และไม่ควรที่จะมีการยกคำร้อง
ป.ป.ช.ยังมีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ
สุดท้าย ป.ป.ช. ได้ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดการแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เพราะถือว่า “ศักดิ์สยาม” ยังถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่ ย่อมถือว่ามีความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่ว่าจะมีการใช้อำนาจในการแทรกแซง เพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้งานหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา ในการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว มีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่
ถ้ามองในเชิงกฎหมาย โอกาส “ส่งต่อ” มีค่อนข้างสูงกว่าการ “ตีตกทันที”
เหตุผลคือ บทบาทของประธานรัฐสภาในกรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบความครบถ้วนของคำร้อง และจำนวนผู้เข้าชื่อ ประธานฯ ไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยเนื้อหาว่า ป.ป.ช. ผิดจริงหรือไม่ หากเอกสารครบ และผู้ยื่นมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็ต้องส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการต่อไป
ถ้าตีตกในขั้นตอนนี้ ไม่เพียงแต่ “โสภณ” ที่เน่า แต่จะเน่าไปทั้ง “สีน้ำเงิน” เพราะที่ผ่านมาก็มีเรื่องเน่าๆ มาเยอะแล้ว
อีกทั้งการ “ส่งเรื่อง”ให้ศาลฯไม่ได้แปลว่า ป.ป.ช. จะมีความผิด หรือจะถูกถอดถอนในเร็ววัน เพราะหลังจากนั้น ยังมีขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายตุลาการ อีกหลายชั้น
ดังนั้น โอกาสที่จะการเล่นงาน ป.ป.ช. ทั้งคณะ ยังถือว่าไม่ง่าย และต้องมีหลักฐานหนักแน่นพอที่จะพิสูจน์ถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางกฎหมาย กับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.
ซึ่งฝ่ายค้านน่าจะรู้ตั้งแต่แรกว่า การเอาผิดป.ป.ช. ทั้งคณะนั้นยาก แต่ต้องยื่น เพื่อทำให้ประเด็น “คดีศักดิ์สยาม” กลับมาอยู่ในหน้าข่าว และเห็นว่าพรรคส้ม เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้
ทั้งที่เนื้อแท้ของเรื่อง ไม่ใช่เป็นการมุ่ง “สอบศักดิ์สยาม” แต่เป็นการ “สอบคนยกคำร้องศักดิ์สยาม”ต่างหาก
แค่นี้ก็คงจะพออธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ส้มกับน้ำเงิน” ที่หน้าฉากดูขึงขัง จริงจัง แต่เนื้อในเป็นอีกอย่าง
ดูอย่างกรณี “เขากระโดง” ก็ได้ ... “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” พยายามติดต่อพรรคส้ม ให้มาร่วมลงชื่อ เพื่อยื่นถอดถอน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่พรรคส้ม เมินเฉย ไม่ยอมลงชื่อ อ้างไม่ต้องการไปเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ!

