เผยหนึ่งในอดีต กกต.ขอใบประเมินผลงาน “แสวง บุญมี” คืน แล้วมีหนังสือสอบถามมายัง กกต.ปัจจุบัน ว่า กกต.ที่พ้นตำแหน่งมีอำนาจประเมินหรือไม่ แทนที่จะสอบถามก่อนส่งใบประเมิน เป็นข้อพิรุธ หวังให้ผลประเมินเป็นโมฆะ หรือดึงให้ล่าช้า เพื่อให้ กกต.ที่การเมืองสั่งได้ ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ เผยสัญญาจ้าง ให้อดีต กกต.ประเมินได้
ประเด็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังเป็นที่จับตา หลังมีรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายแสวงได้ทำหนังสือคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยเห็นว่ากรรมการการเลือกตั้งที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วไม่มีอำนาจดำเนินการประเมิน
ตามข้อมูล สัญญาจ้างเลขาธิการ กกต. ซึ่งมีระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 กำหนดไว้ในข้อ 4.3 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการเป็นประจำทุกปีงบประมาณภายในเดือนพฤศจิกายน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่อาจขยายระยะเวลาการประเมินออกไปได้ตามความเหมาะสม
กรณีที่เป็นข้อพิพาทในขณะนี้เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเดิมจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ในช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนายอิทธิพร บุญประคอง ยังดำรงตำแหน่งอยู่
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าสำนักงาน กกต. ในขณะนั้นได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ายังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลและเอกสารประกอบการประเมินได้ทันตามกำหนด จึงไม่สามารถเสนอข้อมูลพร้อมแบบประเมินเพื่อให้กรรมการดำเนินการประเมินได้ภายในกำหนดเวลา
ต่อมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 สำนักงาน กกต. ได้เสนอขอขยายระยะเวลาการประเมินออกไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมชี้แจงเหตุผลว่าต้องรอผลการประเมินในลักษณะ 360 องศาจากบุคลากรในสำนักงาน รวมถึงมีภารกิจสำคัญด้านการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในช่วงเวลาดังกล่าว
ในหนังสือฉบับเดียวกัน สำนักงาน กกต. ยังได้ระบุว่า ผู้ที่ควรทำหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการในปีงบประมาณ 2568 ควรเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในช่วงปีงบประมาณดังกล่าว คือระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568
ภายหลัง คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประเมินตามที่สำนักงานเสนอ โดยเห็นว่ามีเหตุจำเป็นเพียงพอ พร้อมทั้งเห็นว่าผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้ประเมินควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งที่ได้ปฏิบัติงานร่วมกับเลขาธิการในช่วงเวลาที่ถูกประเมิน เนื่องจากเป็นผู้มีข้อมูลและประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงาน ถ้าให้กรรมการชุดปัจจุบันที่ไม่ได้ทำงานร่วมกับเลขาธิการในช่วงปีงบประมาณ 2568 ก็จะไม่มีข้อมูลและไม่อาจรู้ได้ว่าเลขาธิการฯ ได้ปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเช่นไร คณะคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันจึงมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานฯเสนอมา
แหล่งข่าวภายใน กกต.แจ้งว่า เมื่อครบกำหนดสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานได้ส่งแบบประเมินผลการปฏิบัติงานและการให้คะแนนมายังสำนักงาน กกต.ครบทุกคนยกเว้นกรรมการคนหนึ่ง (ที่เคยถูกประธานกรรมการองค์กรอิสระแห่งหนึ่งแจ้งความกรณีไปติดสินบนที่ สน.บางซื่อ) และทราบว่าก่อนวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการชุดปัจจุบันจะประชุมกัน อดีต กกต.ท่านหนึ่งขอรับหนังสือแบบประเมินผลการปฏิบัติงานคืนไป พร้อมกับมีหนังสือมาสอบถามคณะกรรมการฯ ว่ากรรมการฯ ซึ่งพ้นจากวาระไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือของนายแสวง ที่ยื่นต่อคณะกรรมการฯ
“จึงเป็นพิรุธอย่างยิ่งว่าหากสงสัยว่าตนเองมีอำนาจในการประเมินการปฏิบัติงานหรือไม่ ทั้งนายแสวงและอดีต กกต.ท่านนี้ควรจะมีหนังสือมาสอบถามเสียก่อนที่จะส่งหนังสือผลการประเมินการปฏิบัติงาน แต่มาสอบถามหลังจากที่กรรมการฯ ผู้มีหน้าที่ประเมินส่งผลการประเมินหมดแล้ว ซึ่งสำนักงานต้องเก็บเป็นความลับ โดยจะต้องนำเสนอผลการประเมินของกรรมการฯ ทุกคนพร้อมกันต่อคณะกรรมการฯ ชุดปัจจุบันเพื่อรับทราบ
“การกระทำของบุคคลทั้งสามจึงเป็นข้อพิรุธ และน่าสงสัย เป็นอย่างยิ่งว่า ผู้มีอำนาจใน กกต.คนใดใช้อำนาจล่วงรู้ผลการประเมินโดยไม่ชอบและทุจริต เพราะเป็นความลับราชการ แล้วขอให้ผู้มีบารมีสั่งมายัง กกต.วางแผนป่วน ทำให้การประเมินซึ่งชอบด้วยกฎหมายและเหตุผลล่าช้า หวังผลให้เสียไป โดยหวังให้สีน้ำเงินใน กกต.ปฏิบัติหน้าที่ดูแลคดี สว.ต่อไป แล้วจะตอบแทนให้เป็นกรรมการการเลือกตั้งแทน กกต.บางคนเมื่อหมดประโยชน์” แหล่งข่าวระบุ

