ถ้าใช้ภาษากฎหมาย ชัดเจนว่า “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คือ “ผู้สืบสันดาน” ของ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้นำหมายเลข 1 แห่ง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังแผ่อิทธิพลไปในแทบจะทุกองคาพยพของประเทศไทย
เป็น “รัฐมนตรีลูกนก” ที่ครอบครัวกำลังถูก “พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย” ตรวจสอบอย่างหนักหลัง “คดีที่ดินเขากระโดง” ไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น จนถึงกับบุกไปถึงหน้าบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยื่นเรื่องร้องทุกข์และข้อมูลประกอบการดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน
และวันนี้ “รัฐมนตรีลูกนก” กำลังถูกชำแหละถึงความไม่ชอบมาพากลของ “โครงการ TH-AI Passport” มูลค่า 1,600 ล้านบาท ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ มีกลุ่มทุนการเมืองใดข้ามาเกี่ยวข้องชวนให้ต้องสงสัย รวมทั้งมีงบประมาณตกหล่นไปกระเป๋าใครหรือไม่ อย่างไร
โดยเฉพาะเมื่อ ส.ส. พรรคประชาชน และกูรูด้านไอที อย่าง นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ถล่ม TH-AI Passport กลางสภาฯ จนเห็นอาการ “ไปไม่เป็น” ของรัฐมนตรีลูกเทพปรากฏชัดเจนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสด
เมื่อเจอชุดคำถามยิงตรงระดับเทคนิคขั้นสูง ทั้งเรื่อง “กระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเชิงรุก (Proactive Privacy)” หรือ “การป้องกันสิทธิ์อธิปไตยข้อมูลในการเทรนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM)” สิ่งที่รัฐมนตรีลูกเทพทำได้มีเพียงการอ่านโพยซ้ำ ๆ และตอบคำถามด้วยกรอบกว้าง ๆ แถมอธิบายไขความแบบงุนๆ งงๆ จนกลายเป็นตัวตลกในสายตาประชาชี แม้จะมี “IO” ออกมาพยายามแก้ต่างให้ก็ไม่ได้ทำให้อะไรๆ ดีขึ้น
ต้องไม่ลืมคำว่า "รัฐมนตรีลูกเทพ" ที่พะหน้า “ลูกนก” นี่ไม่ใช่ฉายาขายขำแต่คือ “ชะตากรรม” ที่สังคมชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ตั้งแง่ไว้ล่วงหน้า เมื่อ TH-AI Passport เริ่มส่งกลิ่นไม่ดี ทั้งเรื่องความซ้ำซ้อนกับแอปทางรัฐ และกลิ่นอายการล็อกสเปกให้กลุ่มทุนพวกพ้อง กระแสตีกลับจึงรุนแรงเป็นทวีคูณ
ที่สำคัญคือ สังคมเริ่มประสานเสียงว่า ถ้าไม่มีนามสกุลชิดชอบ “รัฐมนตรีลูกเทพ” จะได้คุมกระทรวงงบแสนล้านแบบนี้ไหม? ยิ่งเมื่อไปสืบค้นประวัติก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะไปเรียนอยู่ที่อังกฤษตั้ง 17 ปี แล้วมาจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา ศูนย์จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2561
ซ้ำซ้อน – ส่อล็อกสเปก – กินรวบข้ามกระทรวง
สำหรับคำถามที่ดังที่สุดจากสังคมในเวลานี้คือ “เราจะมี TH-AI Passport ไปเพื่ออะไร?” ในเมื่อรัฐบาลเพิ่งจะใช้เงินภาษีไปมหาศาลกับระบบยืนยันตัวตนระดับชาติอย่าง “แอปทางรัฐ” รวมถึงระบบ D.DOPA ของกระทรวงมหาดไทย
ดังนั้น การที่กระทรวงดีอีภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทย พยายามเข็นระบบใหม่ออกมา จึงถูกมองเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากพุ่งเป้าไปที่การใช้งบประมาณ
ประเด็นที่ถูกตั้งข้อกังขายิ่งกว่าความซ้ำซ้อน นั่นคือความไม่ชอบมาพากลในร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่ทำกันแบบสายฟ้าแลบในเวลาเพียง 34 วัน เพื่อให้ทันตามใบสั่งฝ่ายการเมืองใช่หรือไม่ ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตจากวงในว่า มีการซอยงบประมาณและตั้งเกณฑ์เทคนิคที่สูงลิ่วจนผิดปกติ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จในการ “ล็อกสเปก” หรือไม่ อย่างไรเพื่อเตะตัดขาบริษัทสตาร์ทอัพหรือเอกชนรายย่อย โดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจาก ครม. เพราะอ้างว่าแหล่งเงินจากกองทุนดีอี ที่นำมาปั้นโครงการนี้เป็นเงินนอกงบประมาณ
ที่สำคัญคือ ชื่อ “กิจการค้าร่วมทีเอช” (TH Consortium)ที่เสนอราคาเฉือนคู่แข่งรายอื่นไปเพียงหลักล้านบาทใกล้เคียงกับราคากลางเมื่อลากเส้นใยผู้ถือหุ้นและบอร์ดบริหารก็พบความเชื่อมโยงอันน่าสนใจ
คู่สัญญาของรัฐ “กิจการค้าร่วมทีเอช” นี้ประกอบด้วย บริษัท โกลิ้งค์ ออนไลน์ จำกัด, บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC)และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด
เป็น บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี บมจ. สกาย ไอซีที (SKY) ยักษ์ใหญ่ไอทีภาครัฐผู้กุมสัมปทานระบบสนามบินทั่วประเทศ ถือหุ้นใหญ่อยู่ถึง 19.39% ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในวงการว่าเป็นกลุ่มทุนที่มีซูเปอร์คอนเนกชันทางการเมืองระดับไม่ธรรมดา
เป็น บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ผู้รับผิดชอบระบบฝึกอบรมและ e-Learning (ที่พ่นสีป้ายใหม่เป็น AI Training) ที่ไส้ในคือกลุ่มทุนของ บมจ. แพลน บี มีเดีย (Plan B) ยักษ์ใหญ่สื่อนอกบ้านที่ถือหุ้นใหญ่ถึง 75%
เรียกว่าทั้งสองบริษัทเป็นร่างอวตารของ “บี แพลนบี” และ “บอย สกาย” สองคู่หูที่มีสัมพันธ์โยงใยกับค่ายสีน้ำเงินก็คงจะว่าได้ ใช่หรือไม่
ที่บังเอิญอย่างร้ายกาจ ก็คือเครือข่ายกลุ่มทุนกลุ่มนี้ (TKC + SKY + Plan B) คือกลุ่มทุนหน้าเดิมที่เคยได้สิทธิ์ในการจัดระบบและบริหารสิทธิประโยชน์ในงาน Moto GP ที่บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของตระกูลชิดชอบ รวมถึงโครงการวางระบบเรียนรู้ออนไลน์ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยุคที่มีรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยนั่งเป็นเจ้ากระทรวง
ยิ่งเมื่อ TOR ของ TH-AI Passport กำหนดเงื่อนไขว่าระบบต้องเชื่อมโยงประชาสัมพันธ์ผ่าน “จอแสดงผลร้านสะดวกซื้อและสื่อนอกบ้าน” จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ชี้ว่า ดีล 1,621 ล้านบาทนี้จำเป็นต้องถูกตรวจสอบเป็น “พิเศษ”
ยังมีประเด็นสำคัญที่นักวิชาการ AI ไทยรับไม่ได้ที่สุดคือ กลุ่มบริษัทเหล่านี้ไม่มีใครมีเทคโนโลยี AI เป็นของตัวเองเลยแม้แต่รายเดียว พวกเขาทำหน้าที่เป็นเพียง “ยี่ปั๊ว” หรือตัวแทนจำหน่าย ไปดีลสัญญากับบิ๊กเทคต่างประเทศเพื่อขอซื้อสิทธิ์การใช้งาน (API Tokens) ในราคาส่ง แล้วเอามาบวกกำไรส่วนต่างมหาศาลขายต่อให้รัฐบาลไทย ซึ่ง คำนวณไส้ในแล้วพบว่า อาจมีการฟันกำไรส่วนต่างจากโครงการนี้สูงถึง 1,119 ล้านบาท!เลยทีเดียว
ขณะที่ สำนักข่าว “เน็กซ์นิวส์” ตามไปส่องเอกสารจัดซื้อจัดจ้างงบ 1,650 ล้าน ก่อนประมูลจบที่ 1,621 ล้านนั้น ก็พบด้วยว่า ในรายชื่อ 7 แหล่ง มีเอกชน 3 รายที่ใช้สืบราคากลาง ดันมีชื่อของ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย
ชื่อ บมจ.ฟอร์ทฯ อาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าคือ เจ้าของตู้กดเครื่องดื่ม “เต่าบิน” และตู้เติมเงิน “บุญเติม” ที่ตั้งอยู่ตามสถานที่ราชการทั่วบ้านทั่วเมือง... และช่วงหลังคว้างานภาครัฐอื้อ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและวิสาหกิจ ก็คงต้องร้องอ๋อไปตามๆ กัน
หลงทิศผิดทาง “(ไม่)ปัง(ยัง)พินาศ”
สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) นำโดยเหล่านักวิชาการและผู้พัฒนา AI สัญชาติไทย ออกแถลงการณ์ที่สะท้อนว่ารัฐบาลกำลัง “หลงทิศผิดทาง” ถ้ารัฐจะใช้เงิน 1,600 ล้านบาทแบบนี้ ระบบนิเวศไอทีไทยพังพินาศแน่ เพราะการที่โครงการระบุว่าจะเอาเงินไปซื้อสิทธิ์ AI ระดับโปร (ChatGPT Plus, Gemini Advanced, Claude Pro) รวม 12 โมเดลมาแจกฟรี 1 ปี เท่ากับ รัฐบาลไทยกำลังควักเนื้อเอาเงินภาษีไปประเคนให้บิ๊กเทคต่างชาติโดยที่ประเทศไทยไม่ได้โครงสร้างพื้นฐานอะไรกลับมาเลย พอหมดสัญญา 1 ปี เงินก็หายไปในอากาศ
นักวิชาการตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐไม่เอาเงิน 1,600 ล้านนี้มาลงทุนใน ThaiLLM (โมเดลภาษาขนาดใหญ่ของไทย) หรือแบ่งงบไปเพิ่ม “AI Server" ในประเทศ เพื่อให้นักวิจัยและสตาร์ทอัพไทยได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานราคาถูก จะได้สร้าง “อธิปไตยทาง AI” ที่แท้จริง
นักวิเคราะห์สายไอทีจากหลายสำนัก ยังขุดข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่ทำให้กระทรวงดีอี ภายใต้การบริหารของตระกูลชิดชอบ ต้องจุก เมื่อนำโครงการนี้ไปเทียบกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ซึ่งแพลตฟอร์ม OKMD สามารถดึง AI ระดับโลกมาให้ประชาชนใช้และเรียนรู้ได้ในงบประมาณที่ต่างกันลิบลับเป็นพันล้าน
แม้ฝั่ง นายไชยชนกจะพยายามแก้ต่างว่า โครงการนี้คิดเฉลี่ยแล้วตกเพียง “27 บาท ต่อคนต่อเดือน” ซึ่งถูกกว่าสิงคโปร์ที่ทุ่มงบ AI กว่า 27,000 ล้านบาท ถึง 20 เท่า! แต่นักวิชาการตอกกลับทันทีว่า เป็นการเปรียบเทียบแบบบิดเบือนตรรกะ เพราะงบประมาณของสิงคโปร์เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, การวิจัย Compute Power, และการสร้างบุคลากรระดับลึก ซึ่งเงินยังหมุนเวียนอยู่ในประเทศของเขา ผิดกับ TH-AI Passport ของไทยที่เป็นเพียงการ "ซื้อสิทธิ์แจกของฟรี" สไตล์ประชานิยมดิจิทัล ที่เน้นสร้างผลงานฉาบฉวย
โครงการนี้ ยังฉายภาพให้เห็นความย้อนแย้งระหว่างเครือข่ายทุนไอทีคอนเนกชันการเมืองที่ฝันอร่อย กับความหวาดผวาของประชาชนที่ต้องเผชิญกับข่าวข้อมูลหลุดรายวัน ข้อมูลทะเบียนราษฎร์และข้อมูลคนไข้หลุดไปอยู่ในมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยที่รัฐจับมือใครดมไม่ได้ การรวบรวมข้อมูลทุกประเภทมาไว้ที่ศูนย์กลาง (Centralized Data) ภายใต้ระบบ TH-AI Passport ยิ่งทำให้ระบบนี้กลายเป็น “เป้าหมายสูงสุด” ของแฮกเกอร์
คำถามสำคัญคือ “รัฐบาลที่รักษาความปลอดภัยข้อมูลพื้นฐานยังไม่ได้ จะเอาปัญญาที่ไหนมาปกป้องข้อมูลระดับ AI Big Data?” ไม่นับการสร้างความหวาดระแวงในหมู่คนรุ่นใหม่ว่าระบบ TH-AI Passport จะแปรสภาพเป็นเครื่องมือสอดส่องของรัฐ ที่ใช้เช็กบิลผู้เห็นต่างทางการเมือง
อย่างไรก็ดี ในขณะที่ “ลูกนก” ถูกชำแหละจนแทบจะไม่เหลือชิ้นดี “พ่อเน” ก็กำลังถูกไล่บี้อย่างหนักจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวสหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ใน “คดีที่ดินเขากระโดง” ณ เมืองบุรีรัมย์
ปมร้อนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ใช้ขยี้แบบไม่พักคราวนี้ ก็คือ 1.แฉดีล “สมประโยชน์ข้ามขั้ว” รัฐบาลเกื้อกูล? โดยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดคดีที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเป็นบรรทัดฐานแล้ว ถึงยังไม่มีการบังคับคดีอย่างจริงจัง? มีการตั้งคำถามจี้ไปยัง “นายกรัฐมนตรี” และ “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ว่า มีการทำสัญญาใจจับมือตั้งรัฐบาล โดยเอาคดีเขากระโดงไปเป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกันทางการเมือง” เพื่อแลกกับการให้พรรคภูมิใจไทยยอมสงบปากสงบคำ และโหวตหนุนกฎหมายสำคัญหรือไม่
2.ลองของ “อนุทิน” ในฐานะ รมว.มหาดไทย ซึ่งคุมกรมที่ดินโดยตรง โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้ข้อกฎหมายบีบให้นายอนุทิน ต้องเลือกระหว่างสั่งกรมที่ดินเพิกถอนโฉนดตามคำสั่งศาล เพื่อแสดงความโปร่งใส ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการ "ทุบหม้อข้าวและหักหลังบ้านใหญ่บุรีรัมย์" ผู้มีพระคุณทางการเมือง หรือจะยื้อเวลาหรือหาช่องกฎหมายอุ้มพวกพ้อง แต่นั่นจะทำให้ตัวนายอนุทินเองติดคุกในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157
3.ดึงมวลชนด้วยวาทกรรม “คนจนโดนรุกไล่ คนรวยสร้างอาณาจักร” โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้ประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วยการเปรียบเทียบว่า ทีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวนหรือที่ดินรัฐ กลับถูกจับกุมดำเนินคดีและรื้อถอนอย่างรวดเร็ว แต่พอเป็นที่ดินระดับพันล้านของตระกูลการเมืองใหญ่ กลับมีกระบวนการอุ้มสมและดึงเช็งมานานนับทศวรรษ
ดังนั้น ต้องบอกว่า เวลานี้ ทั้งพ่อทั้งลูกและครอบครัวชิดชอบ กำลังเจอศึกสองด้าน ซึ่งสังคมกำลังเฝ้าจับตาว่า บทสรุปของทั้งสองเรื่องจะลงเอยอย่างไรในห้วงยามที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังเรืองอำนาจคับประเทศอยู่ในขณะนี้

