xs
xsm
sm
md
lg

ศึก “ผู้ว่าฯ กทม.” ดุเดือด “ชัชชาติ” เจอรุม “ด้อมส้ม” ฟัดกันเอง “ตัวแม่สีน้ำเงิน” หนุน “เจมส์ ปชป.”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กำลังสนุกมากขึ้นทุกทีหลังเห็นหน้าเห็นตาว่ามี “ใคร” ลงสมัครรับเลือกตั้งกันบ้าง และยิ่งเวลางวดเข้ามา ก็ยิ่งเห็นมีเรื่องเด็ดให้ได้วิพากษ์วิจารณ์กัน
แน่นอน “เต็ง 1” ยังคงเป็น “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เจ้าของเก้าอี้ ที่ลงชิงชัยสมัยที่ 2 ด้วยแนวคิดที่ไม่ต่างจากเดิมคือชูภาพความแข็งแกร่งของนายชัชชาติ พร้อมกับสโลแกน “ทำงาน ทำงาน ทำงาน”
อย่างไรก็ดี ณ เวลานี้ นายชัชชาติกำลังเผชิญกับความท้าทายที่น่าสนใจจาก “คริส โปตระนันท์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ และ “จิรายุ ห่วงทรัพย์” อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย และอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร

เริ่มจากนายคริสที่ออกมาเปิดเผยและเปิดแผลเรื่องการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต โดยระบุว่า ต้องจ่ายเงินถึง 4 โล หรือต้นทุนเฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท ซึ่งก็ได้รับการปฏิเสธจากว่า ไม่จริง และถ้ามีข้อมูลหลักฐานก็ไปแจ้ง ป.ป.ช.

ขณะที่นายจิรายุ” เปิดประเด็นเรื่อง “เต้าไต่ ผัวน้อยผจญภัย” ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ พุ่งตรงไปที่ “ระบอบอากง” ที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานครแบบไม่เป็นธรรม ทั้งผู้อำนวยการเขต ผู้ตรวจการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตลอดระยะเวลา 4 ปี ของนายชัชชาติ

พร้อมประกาศจะนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดนายชัชชาติอีกด้วย ซึ่งนายชัชชาติชี้แจงว่า การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่เป็นฝ่ายประจำ ตัวเองมีหน้าที่เซ็นอนุมัติตามที่เสนอมาเท่านั้น และทันทีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)ท้วงติงว่า กระบวนการโยกย้ายอาจจะคลาดเคลื่อน ตนได้แนะนำให้ยกเลิกกระบวนการนั้น และให้มีกระบวนการสรรหาใหม่

เรียกว่า ทั้ง 2 คนเปิดประเด็นไปที่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำของ กทม.ตรงกันอย่างน่าสนใจไม่น้อย

กระนั้นก็ดีกรณีของ “นายคริส” ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าใดนัก เนื่องจากพรรคเศรษฐกิจก็ส่งผู้สมัครลงชิงชัยในสนามเลือกตั้ง กทม. นั่นคือ “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ ของพรรค พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) ทั้ง 49 เขต

ทว่า สำหรับนายจิรายุนั้น เป็นที่น่าฉงน เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า พรรคเพื่อไทยต้นสังกัดของนายจิรยายุนั้น เป็นพันธมิตรอันดีกับนายชัชชาติมาอย่างยาวนาน และในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เที่ยวนี้ ทางพรรคก็ไม่ได้ส่งใครลงสมัคร อันหมายถึงทางพรรคให้การสนับสนุนนายชัชชาติแบบไม่ต้องตีความ

หรือว่า จะมีปัญหาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับนายชัชชาติจริงๆ เพราะนายชัชชาติบอกว่า “ขอบคุณท่านจิรายุ จริงๆ คุ้นเคยกันอยู่ แต่ที่ขอบคุณเพราะช่วยเคลียร์ว่า ผมกับพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ว่ากันว่า เป็นปัญหาส่วนตัวของนายจิรายุเอง เพราะไม่พอใจกับบทบาทของ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” ประธานคณะที่ปรึกษาของนายชัชชาติ ซึ่งทำหน้าที่คัดและเลือกส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และส่ง “สายัณห์ กุศลพันธ์” อดีตหัวหน้าฝ่ายโยธาเขตคลองสามวา มาชนกับ “นฤนันมนต์ เพิ่มทรัพย์” หลานแท้ๆ ของนายจิรายุ

สำหรับ “เต็ง 2” คือ “ดร.โจ-นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครจากพรรคประชาชนนั้น นอกจากคะแนนนิยมยังตามหลังนายชัชชาติอยู่พอสมควรแล้ว ยังต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “เชิงลบ” จาก “ด้อมส้ม(จำนวนหนึ่ง)” อีกต่างหาก หลังเปิดตัว “ศ.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นแท่นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ “ทีมผู้ว่าฯ ประชาชน”




แม้แกนนำพรรคส้มจะอ้างเหตุผลสารพัดเช่น เป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครูบาอาจารย์ เป็นประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% ทำให้รู้ระบบการทำงานของ กทม.เป็นอย่างดี หรือต้องผนึกกำลังเพื่อขจัดระบอบสีน้ำเงิน ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจลบภาพ “อดีตสลิ่ม” จากความทรงจำของบรรดาด้อมส้มจำนวนหนึ่ง รวมถึง “แนวร่วมพันธมิตรส้ม” จำนวนไม่น้อยลงไปได้

ตรงนี้ ถ้าจะว่าไปต้องถือเป็น “ความคับแคบทางความคิด” ของ “ด้อมส้ม(จำนวนหนึ่ง)” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะจริงๆ แล้วอาจารย์สุรพลนั้นเป็น “สลิ่มกลับใจ(มานานแล้ว)”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็น “พยานคนสำคัญ” ให้กับ “พรรคก้าวไกล” ในการต่อสู้ “คดียุบพรรค” ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2567 โดยเป็น 1 ใน 10 พยาน ที่ทำบันทึกถ้อยคำ 4 ข้อ โดยเห็นว่า การนำเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการใช้อำนาจหน้าที่หรือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันเป็นวิสัยปกติ เป็นการกระทำที่อยู่ในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ทว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็มี “มติเอกฉันท์” สั่งยุบพรรคก้าวไกล

นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง แสดงทัศนะผ่านบทวิเคราะห์ โดยมองว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่มีส่วนช่วยเพิ่มเครดิตคะแนนเสียงให้พรรคเลย แต่กลับทำให้ผู้คนไขว้เขวในเรื่องจุดยืนทางอุดมการณ์ ใบตองแห้งตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในช่วงหลัง ศ.ดร.สุรพล จะเริ่มมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์นิติสงครามบ้าง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอ และยังคงยึดติดกับ “การเมืองคนดี” การที่พรรคดึงท่านเข้ามาทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างหนักกับพรรคประชาชนเอง และยังสร้างความขัดแย้ง โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดคนในพรรคที่ไม่เห็นด้วยจึงไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจก่อนการเปิดตัวครั้งนี้




ขณะที่นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) ได้ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะอย่างเด็ดขาดว่า ตนจะไม่เลือกผู้ว่าราชการจากพรรคส้มอย่างแน่นอน พร้อมระบุว่าในตอนแรกยังคงมีความลังเลใจ แต่การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้รู้สึกสบายใจและโล่งใจที่พรรคมีความชัดเจนในทิศทางที่เปลี่ยนไป

ก็ไม่รู้ว่า การที่หนึ่งในผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคส้มคือ “ปิยบุตร แสงสนกกุล” โพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดีย โดยหยิบบทนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุงเรื่อง “แนวร่วมประชาชาติ” มาอธิบายอย่างยืดยาว จะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรค หรือไม่ อย่างไร

แต่ที่แน่ๆ คือมีการแสดงความคิดเห็นโต้กลับอย่างรุนแรงจาก “รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พี่สาวจอห์น วิญญู โพสต์ร่ายยาวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีข้อความบางช่วงบางตอนว่า “อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เขาคิดมั้ยว่าว่าวันรุ่งขึ้นจากที่เขาโพสต์สรรนิพนธ์เหมาอันฉิบหายวายวอดทางปัญญานั้นคือวันที่ 4 มิถุนายน 2026 ครบรอบ 37 ปีแห่งการนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน”

ส่วน “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ส่ง “เสี่ยเจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี” เป็นตัวแทน ก็ดูเหมือนว่า จะไม่มีเสียงตอบรับเท่าใดนัก ซึ่งว่ากันตามตรง แม้แต่ “เอฟซีสีฟ้า” ก็ยังงงๆ ว่า ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือ เพราะมองไม่เห็นเหตุผลอื่นใด นอกจากแค่ต้องการ “กระสุน” เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง สก.

ดังนั้น จึงแปลกใจที่ ณ เวลานี้ มีการระดมทีมเพื่อเร่งทำคะแนน โดยเฉพาะปฏิบัติการที่ดำเนินการผ่านบรรดา “อินฟลูฯ” แบบโต้งๆ เหมือนเมื่อครั้งการเลือกตั้ง สส.ที่ชูรักแร้หนุน “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างเต็มตัว

ที่เห็นชัดๆ ก็คือ “เจ๊ปอง-อัญชะลี ไพรีรัก” ที่โพสต์แสดงความคิดเห็นส่วนตัวสนับสนุนเสี่ยเจมส์อย่างต่อเนื่อง เช่น “กาเบอร์ 5 ได้ผู้ว่า กทม สุจริตเป็นที่ตั้ง” , “เลือก สก ปชป ทุกเขต 50 เขต” หรือ “พี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค” ที่แต่งเพลง “อนุชาเบอร์ห้า” ด้วยแนวคิด “บางคนพูดมากแต่ทำน้อย”

แน่นอน เป้าหมายก็คือชนกับ “นายชัชชาติและดร.โจ”

และนั่นหมายความว่า เสียงที่เคยแยกไปสนับสนุน “เจ๊ติ่ง-ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” และ “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ก็ย่อมจะหายไปพอสมควร

งานนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “เสี่ยเจมส์” จะได้คะแนนเสียงสักกี่มากน้อย และผู้สมัครสก.ของพรรคประชาธิปัตย์จะได้ได้เข้าสภา กทม.สมความปรารถนาของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ต้องการกอบกู้พรรคจากคนกรุงในยุคที่กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง