เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกจริงใจ เห็นจะไม่มีใครเกิน “รัฐบาลตระกูลฮุน” แห่งกัมพูชา ปากก็ร่ำร้องต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทย แต่พอไทยขยับเลิกเอ็มโอยู 2544 เพื่อล้างกระดานหาหนทางคุยกันใหม่เพราะกรอบเดิมยืดเยื้อมากว่า 20 ปี กัมพูชากลับไม่รอช้า เร่งรีบตรงดิ่งเข้าสู่กระบวนการ “ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ตามหลัก UNCLOS ทันที
จึงไม่แปลกประหลาดใจที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จะลุกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยเจตนากัมพูชาทำอย่างนี้อยากแก้ปัญหาจริง ๆ หรือแค่เล่นเกมการเมือง? ไหนว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทยทำไมไม่คุยทวิภาคีกันก่อน
การเร่งเกมของกัมพูชาบ่งบอกว่าเตรียมการมานาน โดยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569ฮุน มาเนตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ TVK ว่าได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังไทยและเลขาธิการสหประชาชาติเรียบร้อยแล้ว พร้อมตั้งผู้ไกล่เกลี่ยฝั่งตัวเอง 2 คน บีบให้ไทยต้องตั้งผู้แทนสู้ภายใน 3 สัปดาห์
ฝั่งกัมพูชาทำตีสองหน้า เสียใจที่ไทยถอนตัวฝ่ายเดียวจากเอ็มโอยู 2544 แต่แท้จริงแล้วคือเกม“ยืมดาบยูเอ็น ล้อมจับไทย”หวังสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมในเวทีโลก และเปลี่ยนสนามรบจาก “ทวิภาคี” ที่ไทยเหนือกว่า ให้กลายเป็น “พหุภาคี” เพื่อดึงเช็งเจาะผลประโยชน์พลังงาน (OCA)
กัมพูชาเร่งเครื่องแล้ว แต่ฟากฝั่งนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีของไทย ยังอยู่ในอาการมึนงง โดยให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากยกเลิก MOU 2544 แล้ว จากนี้ไปก็ใช้หลักของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ดำเนินการต่อไป ซึ่งเราก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะดำเนินการต่อไปเมื่อไหร่
“สีหศักดิ์” ถามเจตนากัมพูชาคืออะไรกันแน่?
เมื่อนายกรัฐมนตรี มึนงง บทหนักจึงตกอยู่กับ “รัฐมนตรีคนนอก” ต้องออกมาแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการของไทย โดยนายสีหศักดิ์แถลงต่อกรณีกัมพูชาแจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) ว่า ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 (MOU 2544) มีความจำเป็น เพราะบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ได้ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม จึงต้องการเริ่มการหารือแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว
ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
อย่างไรก็ดี การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดจะต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง
ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว
ทั้งนี้ กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่ ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่
ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันอีกครั้งว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่สองประเทศเห็นชอบร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการประกันความปลอดภัยของประชาชน
นายสีหศักดิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเข้าร่วมการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ยังให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายไทยเห็นว่าการตัดสินใจของกัมพูชาไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นอย่างแท้จริง อีกทั้งหลายประเด็นที่กัมพูชานำเสนอผ่านถ้อยแถลงสาธารณะยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีที่ไทยยกเลิก MOU 2544 ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าไทยไม่ต้องการปฏิบัติตามพันธกรณี
“เราคิดว่าหลังจากทั้งสองประเทศเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว ควรใช้กระบวนการภายใต้อนุสัญญานี้ และควรเปิดโอกาสให้การเจรจาระดับทวิภาคีดำเนินไปก่อน หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงค่อยพิจารณากลไกอื่น ไม่ว่าจะเป็นการประนีประนอมโดยสมัครใจ การตั้งคณะผู้ประนีประนอม หรือกระบวนการประนอมภาคบังคับ” นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ ระบุด้วยว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับใช้เวลายาวนาน โดยยกตัวอย่างกรณีติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียที่ใช้เวลากว่า 2 ปี ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเลหรือพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันได้ ถ้าลองเปิดการเจรจากันก่อน เราอาจบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่านั้นก็ได้ จึงอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่าเจตนาของกัมพูชาอาจต้องการกำหนดเงื่อนไขหรือสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองมากกว่าการแก้ปัญหา และคาดการณ์อยู่แล้วว่ากัมพูชาจะต้องมาในเส้นทางนี้ เราได้เตรียมการมาสักพักหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นผู้ประนีประนอมฝั่งไทย ใครมีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะได้คุยกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสของไทย เพื่อประเมินแนวทางและความเป็นไปได้ของสถานการณ์
นายสีหศักดิ์ ชี้ว่า การตัดสินใจของกัมพูชาได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือในประเด็นอื่น ๆ ทั้งการฟื้นฟูความสัมพันธ์ การหารือด้านความมั่นคงชายแดน และการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน ขณะนี้ถือว่าเขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่น ๆ ที่เขาประสงค์ให้มีความคืบหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ระหว่างการประชุมที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้หารือกับนายปรัก สุคน โดยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเปิดการเจรจากันก่อน หากไม่สามารถหาทางออกได้จึงค่อยเข้าสู่กลไกอื่น แต่กัมพูชากลับเลือกดำเนินการผ่านเวทีระหว่างประเทศทันที
เมื่อถูกถามว่าท่าทีดังกล่าวส่งผลต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า ประเด็นปัญหาชายแดนไม่ได้มีเพียงเรื่องการปักปันเขตแดน แต่ยังรวมถึงความมั่นคงชายแดน การป้องกันเหตุปะทะ และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน ซึ่งล้วนจำเป็นต้องอาศัยการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องของการอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียว แต่ต้องค่อย ๆ สร้างความเข้าใจร่วมกัน ไทยไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ดูเหมือนฝ่ายกัมพูชาจะพยายามใช้ประเด็นนี้สร้างความได้เปรียบหรือสร้างกระแสภายในประเทศ
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า หากกัมพูชามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ก็ควรแจ้งและหารือกับไทยโดยตรงก่อนดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ใช่ออกมาประกาศต่อประชาคมโลก ทำตัวเป็นฝ่ายรุก เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมให้กับตนเอง กัมพูชาพูดเสมอว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังคงเดินหน้าดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงต้องถามว่าเมื่อใดเราจะยุติการเล่นเกมเหล่านี้ และหันมาแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจังเสียที
ในถ้อยแถลงและการให้สัมภาษณ์ของนายสีหศักดิ์ นอกเหนือจากการตั้งคำถามถึงการเล่นเกมเหลี่ยมจัดของกัมพูชาแล้ว ยังถอดความหมายได้ว่า กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมการเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS แล้วเช่นกัน และชี้ให้เห็นถึงผลที่จะตามมาไม่ว่าจะอย่างไรไทยและกัมพูชาจะต้องกลับมาเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไปอยู่ดี ทำไมจึงไม่คุยกันก่อนที่จะเข้าสู่กลไกเหล่านี้
สำหรับจุดสำคัญที่ไทยต้องตระหนัก แม้ผลลัพธ์ของ “คณะกรรมการประนอมภาคบังคับ” จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (ไทยมีสิทธิ์ที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะสุดท้ายได้) แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ หากคณะกรรมการฯ มีความเห็นเอนเอียงไปทางกัมพูชา แล้วไทยปฏิเสธไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกทันทีว่าไม่เคารพกติกาสากล
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ที่ผ่านมา กลไกกระบวนการประนอมภาคบังคับที่ได้รับการสนับสนุนจาก UN นี้ เคยถูกนำมาใช้เพียงครั้งเดียวโดยประเทศติมอร์-เลสเต ซึ่งประสบความสำเร็จในการยุติข้อพิพาททางทะเลที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษกับออสเตรเลีย
ติมอร์-เลสเต เริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 โดยการส่งหนังสือแจ้งไปยังออสเตรเลีย ซึ่งออสเตรเลียตกลงเข้าร่วมกระบวนการในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา และภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี (ต้นเดือนมีนาคม 2561) ทั้งสองประเทศก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาเขตแดนทางทะเล ณ สำนักงานใหญ่ UN ต่อหน้าเลขาธิการ UN
อาวุธลับทางกฎหมายที่ไทยใช้บล็อกหมากกัมพูชา
พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พัลลภ ตมิศานนท์ ว่า ไทยไม่ควรยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับดังกล่าว เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้องค์กรหรือบุคคลจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในการชี้นำการกำหนดเขตอธิปไตยของไทย แม้ผลการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อคู่กรณี แต่กระบวนการดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งอาจดำเนินการพิจารณาข้อพิพาทและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลได้ แม้ฝ่ายไทยจะไม่เข้าร่วมกระบวนการก็ตาม
เขาชี้ว่า พื้นที่พิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ไหล่ทวีป หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) เท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “ทะเลอาณาเขต”ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ทำให้ประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับอธิปไตยของประเทศ และแม้ไทยและกัมพูชาจะมีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันมาตั้งแต่ช่วงปี 2515-2516 แต่ทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเข้าใจข้อจำกัดและสภาพแวดล้อมเฉพาะของพื้นที่อ่าวไทยตอนบน
พล.ร.อ.พัลลภ ยังเห็นว่า ภายหลังการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 และการที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกันโดยตรงในรูปแบบทวิภาคี (Bilateral) ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องให้คณะกรรมาธิการประนอมหรือศาลระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ พล.ร.อ.พัลลภ ยังอ้างถึงบทเรียนในอดีตกรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ว่า เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเสี่ยงจากการนำข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของชาติไปอยู่ภายใต้การพิจารณาขององค์กรระหว่างประเทศ
สำหรับประเด็นทางกฎหมาย เขาระบุว่า ไทยได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2554 ในโอกาสให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่า ไม่ยอมรับกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตทางทะเลที่เกิดขึ้นก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับ ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ UNCLOS จะมีผลใช้บังคับในปี 2537 จึงเห็นว่าไทยมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับตามที่กัมพูชาร้องขอ
“แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือ การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาโดยตรง เพื่อหาข้อยุติเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลร่วมกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และอธิปไตยของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ”
ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิตและประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน อ้างอิงความเห็นของอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ให้ความเห็นเพิ่มเติมกับการใช้ข้อยกเว้นในการที่ประเทศไทยไม่ต้องเข้าสู่การประนอมภาคบังคับตามที่กัมพูชาร้องขอ ดังนี้
ในด้านสาระ ที่กัมพูชาอ้างว่าไทยต้องเข้าสู่กระบวนระงับข้อพิพาทโดยการประนีประนอมภาคบังคับ (compulsory conciliation) ไม่สอดคล้องกับ UNCLOS เพราะ
1.การประนีประนอมดังกล่าว จะต้องเริ่มโดยการแลกเปลี่ยนทัศนะ (exchange of views) ระหว่างคู่พิพาท ซึ่งอาจตามมาด้วยการเจรจา (negotiation ) เสียก่อน ว่าปัญหาระหว่างกันคืออะไร ตามกฎหมายทะเล ข้อ 283 (obligation to exchange views) และ ข้อ 298:1(a)(i)
2.เมื่อพบปัญหาแล้ว ต้องดูก่อนว่า เรื่องที่พิพาทกัน อยู่ในเรื่องที่ไทยตั้งข้อสงวนไว้ว่าจะไม่ยอมนำเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทใดๆ ทั้งสิ้น หรือไม่ เช่น
1.ข้อพิพาทตาม UNCLOS Article 15 (delimitation of the territorial sea between states with opposite or adjacent coasts); Article 74 (delimitation of the exclusive economic zone between states with opposite or adjacent coasts); and Article 83 (delimitation of continental shelf between states with opposite or adjacent coasts)
2.ข้อพิพาทเกี่ยวกับ กรรมสิทธิ์ ทางประวัติศาสตร์ (historic titles) เช่นกรรมสิทธิ์ไทยเหนืออ่าวไทย และเกาะกูด
3.ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนที่ UNCLOS จะมีผลใช้บังคับกับไทย เช่น ข้อพิพาทเรื่องเกาะกูด ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเกิดตั้งแต่ปี 1972
เรื่องต่างๆ ข้างต้น ถ้าเกิดขึ้นก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับ ไทยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทใดๆ
เรื่องต่างๆ ข้างต้น ถ้าเกิดขึ้น หลังจากที่ UNCLOS มีผลใช้บังคับแล้ว เช่น เส้นที่กัมพูชาประกาศไหล่ทวีป ปี 1972 และเส้นที่ไทยประกาศไหล่ทวีป ปี 1973 สอดคล้องกับ UNCLOS หรือไม่ ซึ่งถือเป็นการตีความหรือการบังคับใช้ (interpretation or application) ของ UNCLOS อาจต้องเข้าสู่กระบวนระงับข้อพิพาทโดยการประนีประนอมภาคบังคับ
4. การระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการนี้ ก็ยังมีข้อยกเว้นโดยเด็ดขาดอีกประการหนึ่ง นั่นคือ วรรคสุดท้ายของ UNCLOS Article 298:1(a)(i)
5.วรรคสุดท้ายของ UNCLOS Article 298:1(a)(i) กำหนดว่า “and provided further that any dispute that necessarily involves the concurrent consideration of any unsettle dispute concerning sovereignty or other rights over continental or insular land territory shall be excluded from such submission”
ในขณะนี้ กรรมสิทธิ์ของไทยเหนือเกาะกูดยังไม่เป็นที่ยอมรับของกัมพูชา กล่าวคือยังมีข้อพิพาทกับไทยอยู่ ดังนั้น เรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลใต้เกาะกูด เช่น ทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเขตไหล่ทวีป ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์เหนือเกาะกูด ดังนั้น ข้อพิพาทดังกล่าว จึงยังเป็นเรื่องของข้อยกเว้นจากกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการภาคบังคับ และกระบวนการระงับข้อพิพาทอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ICJ, arbitration, หรือ อื่นๆ
หากแปลรหัสกฎหมายอินเตอร์วรรคนี้ให้เข้าใจง่ายๆ คือ 'ถ้าเรื่องไหนมันพ่วงเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนหรือเกาะแก่งที่ยังคุยไม่จบ.. ยูเอ็นไม่มีสิทธิ์เข้ามาบังคับไกล่เกลี่ย!' ซึ่งเกาะกูดคือหัวใจตรงนั้น ในเมื่อกัมพูชายังแอบลากเส้นทับเกาะกูด ถือว่าข้อพิพาทนี้มีเรื่องอธิปไตยทางบกพ่วงอยู่ด้วย ไทยจึงปฏิเสธกระบวนการภาคบังคับนี้ได้อย่างชอบธรรม
หมากเกมนี้กัมพูชาเปิดฉากรุกในกระดานสากลเพื่อเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “ผู้คุมจังหวะ” แม้ผลลัพธ์ของ “คณะกรรมการประนอมภาคบังคับฆ จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding) และสุดท้ายสองประเทศต้องกลับมาเจรจาทวิภาคีกันเองอยู่ดี แต่ไทยก็ประมาทไม่ได้
การที่ฝ่ายไทยเตรียมทีมกฎหมายระดับพระกาฬและที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสไว้พร้อมรบ ถือเป็นทางหนีทีไล่ที่ถูกทาง ต่อจากนี้คือเกม “กฎหมายชนกฎหมาย” ไทยต้องเดินหน้าสู้สองขา ขาหนึ่งบล็อกหมากกัมพูชาในเวทียูเอ็นไม่ให้สร้างภาพหลอกโลก และอีกขาหนึ่งใช้ช่องทางทูตบีบพนมเปญกลับมานั่งคุยบนโต๊ะทวิภาคี...
เพราะท้ายที่สุด ไม่มีกลไกสากลไหนจะจบลงได้ ถ้าคู่กรณีสองประเทศไม่ยอมเซ็นรับรองร่วมกัน!

