xs
xsm
sm
md
lg

จากมณฑลไท่กั๋ว ณ ห้วยขวาง ถึงแก๊งจีนเทาเหิม ณ พัทยา บทสะท้อน “รัฐไทยไร้น้ำยา”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 กรณีชาวจีนผู้อยู่อาศัยในเมืองไทย อัดคลิปแฉร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ไม่รับเงินไทย บังคับให้จ่ายเงินหยวน แถมชาร์จเงินเพิ่ม ชี้ให้เห็นการกินรวบของทุนจีนเทา “มณฑลไท่กั๋ว” หรือ “นิวไชน่าทาวน์” ย่านห้วยขวาง ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ นำสู่การตรวจสอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องท่ามกลางความสนใจของคนไทยอีกครั้ง

เรื่องของเรื่องเป็นผลสืบเนื่องจาก ผู้ใช้งาน TikTok ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศรายหนึ่ง ได้ทำคลิปบอกเล่าเหตุการณ์ที่ไปพบร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ ไม่ยอมรับเงินบาทไทย รับแค่เงินหยวนจีนเท่านั้น โดยเนื้อหาตั้งคำถามต่อประเด็นเลี่ยงภาษีและละเมิดกฎหมายการเงินของไทย

พร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า “ร้านจีน เปิดอยู่ที่ไทย แต่ไม่มีบัญชีไทย รับเฉพาะ cash และสแกนวีแชท แบบนี้ถูกต้องหรือไม่?” ทำให้ชาวจีนรายนี้ต้องนำเงินหยวนออกมาจ่าย อีกทั้งต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่มอีก 50 บาท จาก 325 บาท เป็น 375 บาท

ธนพล ชีวรัตนพรนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน่วยงานภาครัฐต้องรีบเข้ามาดำเนินการตรวจสอบทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือไม่ หรือเป็นการสร้างข่าวเพื่อต้องการสร้างชื่อเสียง หรือเรียกให้คนเข้าไปดูคอนเท้นท์ หรือเป็นเพียงการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงที่แน่ชัด หากจริงต้องดำเนินคดีอย่างเด็ด เพื่อรักษามาตรฐานการค้าขายและปกป้องอธิปไตยทางการเงินของประเทศไทย

สำหรับการทำธุรกิจในประเทศไทย ควรมีการตรวจสอบให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าสู่ระบบธนาคารของไทย อย่างถูกต้อง เช่น การรับชำระผ่านพร้อมเพย์หรือบัญชีธนาคารในไทย เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้อย่างชัดเจน การใช้เฉพาะแอปพลิเคชันรับชำระเงินจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสมและอาจส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

เช่นเดียวกับณัฏฐ์ มงคลนาวินนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวโดยสะท้อนพฤติกรรมความผิดปกติในย่านห้วยขวาง และตั้งคำถามว่ากำลังกลายเป็นเขตเศรษฐกิจปิดแยกส่วนของกลุ่มทุนต่างชาติหรือไม่

โดยระบุว่าปรากฏการณ์ห้วยขวางกำลังถูกตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจไทย ย่านห้วยขวางในปัจจุบัน กลายเป็นหมุดหมายที่เห็นความผิดปกตินี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด วงจรธุรกิจในพื้นที่ ตั้งแต่เจ้าของ ร้านค้า พนักงานเสิร์ฟ ไปจนถึงลูกค้า ล้วนเป็นชาวจีนแทบทั้งหมด

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์คือระบบการชำระเงินที่บังคับให้สแกนจ่ายเป็น "เงินหยวน" ผ่านแอปพลิเคชันของจีน หรือหากจะจ่ายเงินสดก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม (Surcharge) โดยไม่มีการผ่านระบบบัญชีธนาคารไทยเลยแม้แต่บาทเดียวนี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว แต่คือ "การสร้างเขตเศรษฐกิจปิดแยกส่วน" (Economic Enclave) ที่เงินไหลเวียนจากกระเป๋าคนจีน ไปสู่ผู้ประกอบการจีน โดยที่รัฐไทยไม่ได้ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีเงินได้ และผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ก็ถูกเบียดขับออกจากกลไกการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพฤติการณ์ความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาเช่าคอนโดมิเนียมกินหรูอยู่สบายในพื้นที่เหล่านี้ มีการตั้งฐานปฏิบัติการในลักษณะที่น่าสงสัย”

โดยมองว่าการที่หน่วยงานรัฐไม่จัดการอย่างจริงจัง ในเชิงยุทธศาสตร์สังคมปัญหานี้สะท้อนแผลลึกของโครงสร้างรัฐไทย 2 ประการ คือ ระบบราชการแบบแยกส่วน (Silo Department) ประเทศไทยมีหน่วยงานตรวจสอบมากมาย ทั้งกระทรวงพาณิชย์, กรมสรรพากร, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และตำรวจท้องที่ แต่ต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างแท้จริง ทำให้กลุ่มทุนสีเทาสามารถอาศัยช่องว่างนี้ในการหลบเลี่ยงได้เรื่อยๆ

และปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและการเพิกเฉย การที่หน่วยงานรัฐมักจะออกมาเทคแอ็กชันเฉพาะตอนที่เรื่องราวกลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ หรือร้ายกว่านั้นคือบางครั้งมีการหันมาข่มขู่ประชาชนผู้ให้ข้อมูลเสียเอง ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของสังคมว่า มี "กลไกสีเทา" คอยเอื้อประโยชน์และเป็นร่มเงาให้ธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เบื้องหลังหรือไม่?

โดยเสนอแนะเชิงนโยบาย (Strategic Solutions) เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์แบบบูรณาการตามโมเดลสากล Financial Inspection (ตรวจจับเส้นทางเงิน) ธนาคารแห่งประเทศไทยและ ปปง. ต้องตรวจสอบ QR Code และแพลตฟอร์มการชำระเงินในย่านห้วยขวางทั้งหมด หากพบเป็นบัญชีต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย ต้องระงับและดำเนินคดีทันที รวมทั้ง ปูพรมตรวจค้นต่อเนื่อง จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วม เข้าสุ่มตรวจพาสปอร์ต วีซ่าทำงาน (Work Permit) และการเสียภาษีของร้านค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเฉพาะตอนเป็นกระแส เป็นต้น

เช่นเดียวกับประเดิมชัย บุญช่วยเหลือที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส. ในพื้นที่เขตห้วยขวาง สะท้อนปัจจุบันมีร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนกระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมากในย่านนิวส์ไชน่าทาวน์ห้วยขวาง และเพราะผลประโยชน์แอบแฝงจากการประกอบกิจการต่างๆ ของทุนจีน ทั้งถูกและผิดกฎหมาย เพื่อจะได้รับการอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการ รวมถึงหลีกเลี่ยงการถูกเข้าตรวจสอบ ทำให้สารพันปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด

หลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโซเซียลเดียภาคส่วนที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

เริ่มจากสมบัติ เครือกีรติธรรมผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ที่ยืนยันเสียงดังฟังชัดว่า ไม่เคยมีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวมาก่อน

ไม่ต่างกับฝั่งร้านอาหารหารจีนแห่งนี้ที่ชี้แจงว่า วันเกิดเหตุระบบ QR Code ของร้านมีปัญหา ไม่สามารถรับชำระเงินได้ จึงขอให้ลูกค้าชาวจีนชำระเป็นเงินสดแทน แต่ลูกค้าไม่มีเงินสดติดตัวมา แต่เมื่อลองนำ QR Code ให้สแกนอีกครั้งก็สามารถชำระเงินได้ตามปกติ โดยยืนยันว่าทางร้านไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม และไม่มีการรับชำระเป็นสกุลเงินหยวนตามที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ เจ้าของร้านอาหารซึ่งเป็นชาวจีน ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยรับชำระเงินเป็นสกุลเงินหยวน และรายได้ทั้งหมดของร้านก็โอนเข้าบัญชีธนาคารไทยอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวนำสู่การสำรวจร้านอาหารตลอดแนวทั้งสองฝั่ง ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ นอกจากรูปแบบการรับชำระเงินซึ่งจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจัดทำสติกเกอร์พร้อมสัญลักษณ์รับรองว่า ร้านอาหารนี้ รับชำระด้วยเงินบาทไทย 100% ยังมีการขยายผลดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก โดยกระทรวงพาณิชย์และกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง สำหรับลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ และ ถ.รัชดาภิเษก หลังได้รับรายงานว่าคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ในช่วงเดือนเมษายน 2569 โดยปูพรมตรวจสอบร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ย่านห้วยขวาง รวม 12 ราย พบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 ราย ที่เหลือมีพฤติกรรมเข้าข่ายนอมินี และหลายร้านปิดทำการช่วงลงพื้นที่ตรวจ






แต่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เท่านั้นที่มีปัญหาแบบนี้ ในพื้นที่ “พัทยา”ก็น่ากังวลเช่นกัน เพราะปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาวจีนหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ชลบุรี โดยเฉพาะพัทยาและบางละมุง สะท้อนความรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นมีการข่มขู่ รุมทำร้ายไปจนถึงเหตุใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างเข้าตรวจค้นบ้านพักจนคนในพื้นที่หวาดเกรง แม้แต่คนไทยเองก็อาจถูกทำร้าย

แหล่งข่าวในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่า การที่แก๊งจีนเทาทำแบบนี้ได้ต้องมีคนอำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ คอยหนุนหลัง จนแผ่ขยายเป็นอาณาจักรไปแล้ว

“คุณลองคิดดูนะที่ดังๆตอนนี้ คนทั้งพัทยาเขารู้กันก็มีอย่างน้อย4คดี คดีใหญ่อย่าง หยาง ลีโอ ยังหลุดเลย นับประสาอะไรกับคดีเล็กๆยิบย่อยรายวันอีก คนพวกนี้มันเป็นระดับบอสมาทำธุรกิจอสังหา เปิดบริษัทนอมินี รับกดเงิน ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ตั้งนานแล้ว”

ทั้งนี้ พัทยาเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนจากต่างชาติสูง และเป็นพื้นที่ที่รัฐเองเคยตรวจสอบปัญหานอมินีต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์มาแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่มีคนทำก็ไม่รู้ได้

แหล่งข่าวให้ข้อมูลด้วยว่า คนพวกนี้จะใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาติ บางคนถือหุ้นแทนต่างชาติกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาทเลยทีเดียว

แน่นอน การที่คนต่างชาติเข้ามาอยู่และทำธุรกิจเยอะมากทั้งจีนและอินเดีย ถ้าทำถูกกฎหมายก็ดีไป เพราะช่วยให้เมืองมีรายได้ คนไทยมีงานทำ ร้านค้า โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ยังเดินต่อได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ไม่ได้มาทำธุรกิจจริง แค่เปิดบริษัทบังหน้า เป็นนอมินี เปิดบัญชี ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อโยกเงินและฟอกเงินพอได้เงินแล้วก็กดเงิน โอนออก หรือเดินทางกลับประเทศ ทิ้งปัญหาไว้ให้พื้นที่

ตอนนี้พัทยามีร้านอาหาร สถานบริการ และธุรกิจกลางคืนของต่างชาติเต็มไปหมด แทบไม่เห็นคนไทย เจ้าของ ผู้จัดการ การ์ด หรือพนักงานก็เป็นต่างชาติหมด บางที่คนไทยยังเข้าไม่ได้เลยทั้งที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย

คำถามคือ สุดท้ายรายได้เหล่านี้คนไทยได้ประโยชน์จริงแค่ไหน หรือกำลังปล่อยให้ทุนสีเทาต่างชาติเข้ามายึดพื้นที่เศรษฐกิจของคนไทยไปทีละน้อย?

ไม่เท่านั้นคนต่างชาติเหล่านี้ยังทำตัวกร่างก่อคดีไว้เต็มไปหมดจนคนไทยยังผวาว่า พัทยาคือมณฑลหนึ่งของจีนหรือเปล่า เพราะสุดท้ายคนพวกนี้ก็ยังลอยนวล ถึงแม้จะมีจับกุมบ้าง แต่ก็มีคนอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือ

คดีที่เห็นชัดก็มี คดีของจาง หยาง หรือ “ลีโอ” ที่ยิงใส่ตำรวจ คดีนี้ก็ชิงออกนอกประเทศไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้

อีกคดีที่เป็นข่าวใหญ่เหมือนกันคือ แก๊งคนจีนอุ้มเรียกค่าไถ่กันเอง โดยอุ้มออกจากที่เที่ยวย่านวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ ก่อนพาไปขังในบ้านหรูแถวบางละมุง แล้วทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ทั้งมัด ปิดตา ตัดนิ้ว แทงมือ-แขน และใช้ไม้เบสบอลตี จากนั้นถ่ายคลิปส่งให้แฟนสาวเรียกค่าไถ่ถึง 30 ล้านบาท

อีกเคสเป็นคดี บ๊อบบี้หนึ่งในจีนเทา ทำร้ายชาวสิงคโปร์เสียชีวิต หน้าร้าน Space Club

เรื่องนี้ค่อนข้างดังในพื้นที่ เหตุการณ์เกิดบริเวณหน้าร้าน Space Club Pattayaนายบ๊อบบี้ “หัวหน้าแก๊งจีนโหด” พร้อมลูกสมุนชาวจีนและชาวไทย ทำร้ายร่างกายชาวสิงคโปร์ชื่อ Mr. Victor Song Shui Yuan ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลชลบุรี

อีกเรื่องจะเป็นคดีที่เปิดศึกระหว่างสองแก๊งจีนเทา

เริ่มจากแก๊งที่เป็นหุ้นส่วนของร้าน เวิร์ล เฮ้าส์ คลับ พัทยา ถูกแก๊งของบ๊อบบี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงฝั่งตรงข้าม คือ Space Club Pattaya พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งชาวจีนและชาวไทยกว่า 10 คน บุกเข้ารุมทำร้ายบริเวณหน้าร้าน บนถนนพัทยาสายสาม

พวกนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำร้ายร่างกายทั่วไป ยังพยายามอุ้มคนขึ้นรถตู้พาตัวไปจากจุดเกิดเหตุด้วย

สุดท้ายตำรวจเลยขยายผลตรวจค้น Space Club พบทั้งแรงงานต่างด้าว ยาเสพติด เพราะเป็นสถานบันเทิงที่ให้บริการกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน และมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนำชาวต่างชาติมาทำงานผิดกฎหมาย การลักลอบขายยาเสพติด และการมั่วสุมเสพยาเสพติด

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น พบการจับกุมผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และยังมีประเด็นเรื่องโครงสร้างบริษัทที่เข้าข่ายถือหุ้นแบบ นอมินี หรือการใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า เพื่อให้ต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจในพื้นที่ได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมรายวัน แต่สะท้อนปัญหาทุนต่างชาติสีเทาที่ฝังรากลึกในพัทยาทั้งนอมินี ฟอกเงิน สถานบริการผิดกฎหมาย ไปจนถึงคดีรุนแรง สุดท้าย พัทยายังเป็นเมืองเศรษฐกิจของคนไทย หรือกำลังถูกทุนสีเทายึดไปทีละน้อยกันแน่