เชียงราย – ขบวนธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำฯ เรียกร้องแก้ปัญหาสารพิษจากเหมืองว้า-พม่า เดินทางถึงจุดหมาย จี้รัฐบาลยกปมมลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ หลังพบทุนจีน-รัสเซียแห่เปิดเหมืองแร่แหล่งต้นน้ำในเมียนมาเพิ่ม แต่ยังไร้สัญญาณตอบรับ ทั้งทูตจีน-นายกฯอนุทิน เมินเข้าร่วมรับฟัง
วันนี้ (5 มิ.ย.) ขบวนธรรมยาตราของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ซึ่งมีทั้งคณะสงฆ์ นักวิชาการ ภาคประชาชน ฯลฯ ที่ได้เดินเท้ามจาก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ - เทศบาล ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ก่อนล่องเรือไปยังสะพานแม่ฟ้าหลวง แล้วตั้งเป็นขบวนเดินต่อไปยังศาลากลาง จ.เชียงราย ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการเดินทางที่มีมาตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมารวมระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร
เมื่อถึงศาลากลางจังหวัดนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ประกาศเจตนารมณ์ ว่าชาว จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย เรียกร้องให้การแก้ไขปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ของจีนในประเทศเมียนมาด้วยการกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ
เครือข่ายฯ ยังมีข้อเรียกร้องอีก3 ข้อ คือ แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระดับชาติระหว่างภาครัฐและประชาชนโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่อำนาจหน้าที่ในการกำหนดออกมาตรการและจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ,เจรจากับประเทศเมียนมา กองกำลังติดอาวุธในเมียนมา,ยุติการซื้อขายแร่จากเมียนมาผ่านไทยไปยังประเทศจีน จากนั้นได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หรือผู้แทน
ทั้งนี้ตลอดกิจกรรมนายกอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รวมถึงคณะรัฐมนตรีอีกหลายคน และเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่ต่างได้รับหนังสือเชิญจากเครือข่ายฯ ให้ไปร่วมรับฟังและหารือปัญหาไม่ได้เดินทางไปร่วมแต่อย่างใด
น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ได้อ่านหนังสือเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ว่ารู้สึกผิดหวังที่ผู้นำประเทศไม่สนใจ ทั้งที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤติสิ่งแวดล้อมและรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้รับปัญหาตามลำพัง
ทั้งที่จริงแล้ว เมื่อพบสารโลหะหนักในแม่น้ำหลายสายพร้อมๆ กันซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักจึงควรยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพราะไม่ใช่เพียงมลพิษทางน้ำ แต่เป็นภัยร้ายแรงที่สะสมในห่วงโซ่อาหาร ตะกอนดิน สุขภาพประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากรัฐจึงมีหน้าที่ดำเนินการไม่ใช่ปล่อยให้ระดับพื้นที่ดำเนินการเท่านั้น
เครือข่ายฯ ยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกจำนวน 7 ข้อ เช่น กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ,ใช้การฑูตเชิกรุก ฯลฯ และข้อสุดท้ายขอให้นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่พบปะและรับฟังเสียงของประชาชนโดยเร็วเพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐบาลชุดนี้ไมได้ทอดทิ้งประชาชน จากนั้นตัวแทนเครือข่ายฯ เช่น พระมหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่มโพธิ์ นางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา และเป็นอดีต ส.ส.เชียงราย,ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับตัวแทนนายกรัฐมนตรีคือ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผช.รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยภาคประชาชนได้แจ้งถึงสถานการณ์ว่ายืดเยื้อมากว่า 2 ปีแล้วและผลกระทบที่ได้รับซึ่งหน่วยงานภาครัฐรับปากจะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่ต่อไป
สำหรับปัญหามลพิษในแม่น้ำดังกล่าวเริ่มปรากฎเมื่อปลายปี 2567 เมื่อมีเหตุการณ์แม่น้ำสายชายแดนไทย-เมียนมา มีความขุ่น ต่อมาต้นปี 2568 จึงเริ่มมีการตรวจคุณภาพน้ำปรากฎว่าเริ่มพบสารโลหะหนักประเภทสารหนูเกินมาตรฐาน จากนั้นก็พบในอีกหลายสายน้ำทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน
เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและข่าวสารต่างๆ พบลุ่มแม่น้ำโดยเฉพาะในเขตปกครองพิเศษที่ 2 (สหรัฐว้า) ที่เป็นต้นแม่น้ำกกมีการสร้างเหมืองแร่ทั้งแรร์เอิร์ธ ทังสเตน ฯลฯ ใกล้แม่น้ำหลายแห่ง โดยมีกลุ่มทุนจีนและรัสเซียเข้าไปดำเนินการ จากนั้นส่วนหนึ่งขนสินแร่ที่ได้กลับประเทศแม่โดยผ่านประเทศไทย.

