xs
xsm
sm
md
lg

“องค์กรอิสระ” มันคือ “คำโฆษณา” ภาพลักษณ์ไม่ใช่ความจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ถึงเวลาทลายภาพฮีโร่ เปิดโปงเครือข่ายอุปถัมภ์ที่กัดกินองค์กรตรวจสอบ จนคำว่าองค์กรอิสระกลายเป็นแค่คำโฆษณา และความยุติธรรมมีไว้ใช้กับคนไม่มีเส้นสาย

“ระบบอุปถัมภ์” วันที่องค์กรตรวจสอบ…กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจ

คำถามที่สังคมกำลังตั้งต่อชื่อของ วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ
วันนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องคดี
ไม่ใช่แค่เรื่องข้อกฎหมาย
และไม่ใช่แค่เรื่องความถูกหรือผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

แต่คือคำถามใหญ่กว่านั้น

“ทำไมคนที่ถูกมองว่าใกล้ชิดเครือข่ายอำนาจเดิม
จึงสามารถขึ้นไปคุมองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจได้”

นี่ต่างหาก…คือแก่นของปัญหา

เพราะเมื่อองค์กรที่ควรตรวจสอบการทุจริต
กลับเต็มไปด้วยคนที่สังคมเชื่อมโยงกับสายอำนาจเดิม เช่นกลุ่มคนมีอำนาจในป.ป.ช.ชุดนี้ ก็ไม้เว้น เจริญรอยตามรุ่นเก่าอย่างย่ามใจ

คำว่า “องค์กรอิสระ”
จึงเริ่มฟังดูคล้าย “คำโฆษณา”
มากกว่าความจริง



ประเทศไทยไม่เคยขาด “คนเก่ง”

แต่หลายครั้ง
คนที่ได้อำนาจ
กลับไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด

แค่ “ใกล้ที่สุด”

ใกล้ผู้มีอำนาจ
ใกล้เครือข่าย
ใกล้ผู้มีบารมี
และรู้ว่าต้องรับใช้ใคร

นี่คือวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในระบบราชการและการเมืองไทยมานาน

คนจำนวนมากไม่ได้เติบโตเพราะความสามารถ
แต่เติบโตเพราะ “ระบบอุปถัมภ์”

และเมื่อระบบแบบนี้ขยายตัวเข้าไปถึงองค์กรตรวจสอบ

องค์กรที่ควรเป็น “ด่านสุดท้ายของความยุติธรรม”
ก็เริ่มถูกตั้งคำถามว่า

ยังทำงานเพื่อประชาชนอยู่จริงหรือ
หรือทำงานเพื่อ “ปกป้องกันเอง”



กรณี “นาฬิกายืมเพื่อน”
ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
คือบาดแผลทางความรู้สึกที่สังคมยังไม่เคยลืม

เพราะสิ่งที่ประชาชนติดใจ
ไม่ใช่แค่นาฬิกาหรูหลายสิบเรือน

แต่คือคำถามง่าย ๆ ที่ตอบยากมากว่า

“ป.ป.ช.องค์กรอิสระเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล้าตรวจสอบคนมีอำนาจจริงหรือไม่”

และเมื่อผลลัพธ์สุดท้ายออกมาในแบบที่สังคมจำนวนมากรู้สึกว่า
“ทุกอย่างจบง่ายเกินไป และมีคำถามถึงความเที่ยงธรรมแทบทุกคดี ”

ความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบจากป.ป.ช. ที่มีความเลวทราบสารพัดวิธี ก็เริ่มพังลงทีละชิ้น

ประชาชนเริ่มมองเห็นภาพเดิมซ้ำ ๆ

กฎหมายไทยเข้มงวดกับคนธรรมดา
แต่กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาดกับคนที่มีเส้นสาย

คนจนผิด คือ “ผู้ต้องหา”
แต่คนมีบารมีผิด กลับกลายเป็น “ประเด็นทางเทคนิค”



ตัวอย่างเช่น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
ก็ถูกพูดถึงในกระแสข้อสงสัยเรื่อง “เครือข่ายอำนาจ”
มาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลในองค์กรต่าง ๆ
การใช้กลไกราชการ
การสร้างเครือข่ายทางสังคม
รวมถึงการใช้ “สมาคม” เป็นเครื่องมือสร้างเครดิตและบารมี

เพราะในยุคนี้
อำนาจไม่ได้สร้างจากตำแหน่งอย่างเดียวอีกต่อไป

แต่มันสร้างจาก “ภาพลักษณ์”

ใครมีเวที
มีสื่อ
มีแฟนคลับ
มีคนช่วยประชาสัมพันธ์

คนนั้นก็สามารถสร้างภาพ “ฮีโร่” ได้ทันที



สมาคมบางแห่ง
จึงเริ่มมีสภาพคล้าย “เครื่องผลิตความน่าเชื่อถือ”

ในหลักการ
สมาคมควรเป็นองค์กรสาธารณะ
ทำงานเพื่อสมาชิกและประโยชน์ส่วนรวม

แต่ในโลกความจริง
บางแห่งกลับถูกใช้เป็น

• เวทีสร้างบารมี
• เครือข่ายเชื่อมผลประโยชน์
• เครื่องฟอกภาพลักษณ์
• เกราะกำบังทางสังคม
• พื้นที่สร้างฐานอำนาจนอกระบบราชการ

เมื่อมีคนตั้งคำถามเรื่องอำนาจ
เรื่องผลประโยชน์
หรือเรื่องความโปร่งใส

ก็จะมีเสียงเดิม ๆ ดังขึ้นมาทันทีว่า

“เขาช่วยสังคมเยอะ”
“เขามีผลงาน”
“เขาบริจาคเงิน”
“เขาช่วยประชาชน”

ราวกับ “การทำความดี”
สามารถใช้ล้างคำถามเรื่องความโปร่งใสได้

ทั้งที่คำถามสำคัญจริง ๆ มีเพียงข้อเดียว

“ใช้อำนาจอย่างโปร่งใสหรือไม่”



นี่คือกลไกที่น่ากลัวที่สุดของระบบอุปถัมภ์

มันไม่ได้อยู่ได้ด้วยอำนาจอย่างเดียว

แต่มันอยู่ได้ด้วย “ภาพจำ”

สร้างภาพนักปราบโกง
สร้างภาพคนดี
สร้างภาพผู้เสียสละ
สร้างภาพฮีโร่ประชาชน

เพื่อให้สังคมเกิด “ศรัทธา”

และเมื่อมีศรัทธา
การตรวจสอบก็จะเริ่มยากขึ้นทันที

เพราะใครก็ตามที่ตั้งคำถาม
จะถูกทำให้ดูเหมือนเป็น “คนเลว”
หรือ “คนอิจฉา”

ทั้งที่ในสังคมประชาธิปไตยจริง ๆ
การตรวจสอบไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า
ใครมีแฟนคลับมากแค่ไหน



อันตรายที่สุดของระบบนี้
ไม่ใช่แค่คอร์รัปชันด้านเดียว

แต่คือการทำให้ประชาชน “ชิน”

ชินกับเส้นสาย
ชินกับพวกพ้อง
ชินกับสองมาตรฐาน
ชินกับการที่คนมีอำนาจไม่ต้องรับผิด

จนวันหนึ่ง
สังคมจะเริ่มรู้สึกว่า

“มันก็เป็นแบบนี้แหละ”

และนั่นคือวันที่หลักนิติรัฐพังจริง ๆ

เพราะประเทศจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรมอีกต่อไป

แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย “เครือข่ายผลประโยชน์”

ใครอยู่สายใหญ่ ก็รอด
ใครไม่มีแบ็ก ก็รับกรรม



ประชาชนจึงต้องเรียนรู้ให้ทันว่า

“ภาพลักษณ์”
ไม่ใช่ “ความจริง”

คนที่พูดเรื่องความดีมากที่สุด
อาจไม่ใช่คนที่โปร่งใสที่สุด

คนที่สร้างภาพนักปราบโกง
อาจกำลังใช้ภาพนั้นสร้างอำนาจให้ตัวเอง

และคนที่มีคนเชียร์มาก
ก็ไม่ได้แปลว่า
ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ

เพราะสังคมที่เข้มแข็ง
ไม่ใช่สังคมที่เชื่อคนดังง่ายๆเพราะเขาเป็นคนดัง

แต่คือสังคมที่
“ตรวจสอบทุกคนได้เท่ากัน”

ไม่ว่าเขาจะมีบารมีมากเพียงใด
มีเครือข่ายใหญ่แค่ไหน
หรือมีคนศรัทธามากเพียงใดก็ตาม

เพราะทันทีที่สังคมยอมให้ “บางคน” อยู่เหนือการตรวจสอบ

วันนั้น “ความยุติธรรม”
จะเหลือเป็นเพียงคำพูดสวย ๆ
ที่เอาไว้ใช้กับคนไม่มีอำนาจเท่านั้น