สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จีนแสดงความสนใจอย่างมากในการสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มเติมจากบริษัท โบอิ้ง (Boeing) ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหยิบยกขึ้นมาผลักดันในการเจรจา เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2569
เบสเซนต์ กล่าวว่า ในการเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ฝ่ายจีนได้ตกลงที่จะซื้อเครื่องบินจำนวน 200 ลำ ซึ่งทางทำเนียบขาวถือเป็นเพียงยอดสั่งซื้อในระยะเริ่มต้นเท่านั้น และทางสหรัฐฯ กำลังจับตาดูว่าจีนจะยอมผูกมัดตนเองด้วยยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่เมื่อสี จิ้นผิง เดินทางมากรุงวอชิงตัน
ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับการจัดตั้ง "คณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ-จีน" (US-China Board of Trade) ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก โดย USTR ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าในกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าอ่อนไหวที่มีมูลค่าเท่ากัน พร้อมติดตามและประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างการพิจารณา เบสเซนต์ อธิบายว่าคณะกรรมการชุดนี้จะเน้นไปที่สินค้าในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและไม่มีความสุ่มเสี่ยง เช่น ดอกไม้ไฟ หรือชุดฮาโลวีน ซึ่งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคระดับล่างที่สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ โดยจะกำหนดกรอบมูลค่าการแลกเปลี่ยนภาษีแบบเท่าเทียมกันที่ฝ่ายละ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.8 แสนล้านบาท) ในลักษณะของสินค้าปลอดภาษี
เบสเซนต์ ยังเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Decouple) กับจีน แต่จำเป็นต้องลดความเสี่ยง (De-risk) ในภาคส่วนที่อ่อนไหว เช่น แร่ธาตุหายาก เซมิคอนดักเตอร์ และเวชภัณฑ์ พร้อมทั้งกล่าวหาปักกิ่งว่าใช้นโยบายตั้งราคาที่เอาเปรียบในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุวิกฤต ทำให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินโครงการเก็บสำรองแร่ธาตุภายใต้ชื่อ "โปรเจกต์ วอลต์" (Project Vault) เพื่อป้องกันการขาดแคลนและลดการพึ่งพาจีนในที่สุด
ที่มา: scmp.com

