xs
xsm
sm
md
lg

"อนุทิน" หัวหน้าคณะลิเกโชว์ปากแจ๋ว เมินสืบนักการเมืองเอี่ยว "บ่อนสะงำ" กลับไล่ "กังฟู" ไปศรีธัญญา!! ** จับประเด็นร้อน ไฟลนก้น! ระบอบสีน้ำเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ "อนุทิน" หัวหน้าคณะลิเกโชว์ปากแจ๋ว เมินสืบนักการเมืองเอี่ยว "บ่อนสะงำ" กลับไล่ "กังฟู" ไปศรีธัญญา!!

ไม่รู้ใครบ้ากว่าใคร!? แต่ที่แน่ๆ ใครที่ได้เห็นลีลาหัวหน้าคณะลิเกอย่าง "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใช้ปากบริหารประเทศ ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามล่าสุดก็คงส่ายหน้าพร้อมเพรียงกันโดยไม่ต้องนัดหมาย และตอกย้ำสมควรที่ผลโพล ของประชาชนจะออกมาว่า คาดหวังอะไรไม่ได้จริงๆกับคนคนนี้

ทั้งๆเรื่องนี้มีความสำคัญ จะรับฟังเพื่อนำไปสั่งการให้ตรวจสอบ หรือ ให้หน่วยความมั่นคงเข้าไปดูแล ก็ไม่น่าจะลำบาก ในฐานะนายกฯ แต่ "เสี่ยหนู" กลับเลือกโชว์ "ปากแจ๋ว" บอกปัดข้อมูลของ“กังฟู” วสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ที่ออกมาแฉ "บ่อนช่องสะงำ" ว่าน่าจะมีนักการเมืองไทยเข้าไปเอี่ยว!

หัวหน้าคณะลิเก"เสี่ยหนู" ไม่เพียงไม่ฟัง ยังไล่ให้ "กังฟู" ไปเช็กสมองที่ศรีธัญญา ตามด้วยคำพูดที่คิดว่าเท่..ของจริงเขาไม่ไลฟ์สดกันหรอก เรื่องความมั่นคงพวกที่ออกมาพูดปั่นป่วนแบบนี้เป็นภัยสังคม...ว่าไปนู้น


ไม่รู้ว่า"อนุทิน"และพรรคภูมิใจไทย จะคิดแค้นเคืองอคติกับ สส.หนุ่มอุบลฯ อย่างไร แต่ระดับสมองของ "กังฟู" ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะดูจากโปรไฟล์นั้นต้องบอกว่า ดีกรีไม่ธรรมดา

“กังฟู” หรือ หัวหน้ากังฟู เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านแถว อ.น้ำยืน และ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากพรรคเพื่อไทรวมพลัง พาผู้สมัครสส.ลงพื้นที่เสมอต้นเสมอปลาย จนถูกยกให้เป็นนักการเมือง "ขวัญใจไทบ้าน"

“กังฟู”เป็นลูกชายของ “มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ” ซึ่งเป็นพี่สาวของ “มาดามหน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยา “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรมช.คมนาคม

“กังฟู” เรียนหนังสือระดับมัธยมที่ชลบุรี แล้วไปจบการศึกษาระดับ HighSchool ที่สหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาจีน หลักสูตรนานาชาติ

ประเด็นสำคัญ เรื่องที่เขาออกมาแฉเรื่องบ่อนชายแดนนั้น เป็นข้อมูลที่ไปได้มาจากชาวบ้านตอนลงพื้นที่แถว ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ชาวบ้านมาให้ข้อมูล สส.ว่า ด่านก็ปิดอยู่ แต่ทำไมยังมีคนลักลอบจ่ายเงินข้ามแดนกันไปมาแบบหน้าตาเฉย พอกวาดสายตาไปดูฝั่งนู้น ก็เจอ "ตึกลับ" โผล่พรึบเป็นดอกเห็ด ซึ่งสายสืบรายงานว่า ข้างในไม่ได้ขายข้าวมันไก่ แต่เป็น "บ่อนกาสิโน" ควบกับฐานทัพ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รังสแกมเมอร์” ขนาดใหญ่


งานนี้ กังฟูยังตั้งคำถามโยงไปถึงช่วงที่มีการปะทะกันตามแนวชายแดนก่อนหน้านี้ จุดอื่นโดนถล่มยับ แต่ทำไม บ่อนช่องสะงำ กลับถูกโจมตีเป็นจุดสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาสงบศึกหยุดยิงเพียงแค่วันเดียว!

เพราะฉะนั้นจึงชวนให้เชื่อได้ว่า บ่อนนี้ต้องมี "แบ็กใหญ่" ระดับนักการเมืองไทย และคนมีสีคอยส่งท่อน้ำเลี้ยงให้อยู่เบื้องหลังหรือไม่!

สังคมได้ยินได้ฟัง ก็ต้องฉุกคิดตาม ฝั่งกองทัพก็ไม่นิ่งนอนใจออกมาแจงยิบ ยืนยันที่ดูเหมือนถล่มช้าไม่ใช่เพราะเกรงใจใคร แต่เป็นไปตามลำดับยุทธวิธีทางการทหาร ยืนยันว่าจัดเต็ม ทั้งรถถัง ปืนใหญ่ ซัดไปกว่า 50 นัด รวมถึงส่งอากาศยานไปถล่มจนภายในพังยับเยินเรียบวุธแล้ว! เพียงแต่ตึกกาสิโน มันเป็นคอนกรีตเสริม เหล็กหนาตึ้บ มองจากภายนอกฝั่งไทยเลยดูเหมือนตึกยังตั้งตระหง่านอยู่

จะมีก็แต่"เสี่ยหนู" หัวหน้าคณะลิเก ที่คุยโม้โอ้อวด รัฐบาลมีหน่วยข่าวกรองที่แม่นยำ ฝั่งกัมพูชาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา ตราบใดที่ไม่ล้ำอธิปไตยไทย ส่วนแก๊งสแกมเมอร์ไทยก็ปราบและยึดทรัพย์ไปแล้วร่วม 3-4 หมื่นล้านบาทแล้ว

สรุปว่าเสี่ยหนูบอกว่ารัฐบาลทำทุกเรื่องทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องสืบสวนสอบสวนหาว่า นักการเมืองไทยคนไหนใครบ้างไปเอี่ยวบ่อนเขมร เหมือนกับที่สอบหา "ไอ้โม่ง" โกยกำไรตุนน้ำมันยังไงยังงั้น

งานนี้ใครพูดจริง ใครสับขาหลอก หรือใครกำลังหลิ่วตาให้ "ทุนเทาชายแดน" เอาไว้คงต้องติดตามกันต่อไป!!


++ จับประเด็นร้อน ไฟลนก้น! ระบอบสีน้ำเงิน

หากจะมองถึงปัจจัยเสี่ยง ที่จะทำให้ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ถึงขั้นพังพาบ ก็คงเป็นเรื่อง “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” ...ไม่ใช่พังเพราะเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาล หรือ การอภิปรายในสภาอย่างแน่นอน
เห็นกันชัดๆอยู่ว่า คนกลุ่มนี้ เมื่อได้ถือครองอำนาจแล้ว มักกระทำการ “เหิมเกริม” ไม่สนใจกระแสสังคม มองหาช่องลอด จนถึงขั้นมองข้ามความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

สำหรับปัญหาข้อกฎหมาย ที่มีศักยภาพพอจะกระทบต่อรัฐบาล ที่มีฐานอำนาจจากพรรคภูมิใจไทย จนทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ถูกกดดันให้ลาออก ยุบสภา หรือเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจได้ ประเด็นหลักที่มักถูกพูดถึง มีดังนี้

1. “คดีที่ดินเขากระโดง”... เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองในระดับสูง เพราะเกี่ยวข้องกับพื้นที่ใน จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นเป็นฐานอำนาจทางการเมืองสำคัญของรัฐบาล เป็นบ้านของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย

วิเคราะห์ตาม ข้อกฎหมาย คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงกว่า 5 พันไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ ที่มีทั้งคำพิพากษาศาลฎีกา และเอกสารสิทธิเดิมของรัฐ เป็นเครื่องยืนยัน

ขณะเดียวกัน มีการออกโฉนด และเอกสารสิทธิให้เอกชนจำนวนมาก ในพื้นที่ดังกล่าว ทาง DSI ได้เข้ามาตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารสิทธิ และการครอบครองที่ดินเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้การรถไฟ กำลังไล่ฟ้องร้องเพิกถอนเป็นรายแปลง
หากมีการพิสูจน์ได้ว่า การออกโฉนดดังกล่าวเป็นการออกโดยมิชอบ หรือพบว่ามีการใช้อำนาจรัฐ เอื้อประโยชน์แก่บุคคลทางการเมือง หรือหากมีการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นี่จะเป็นจุดพลิกผัน ที่จะส่งแรงกดดันไปถึงรัฐบาลได้ ...ปัจจุบันแม้จะเห็นกันอยู่ทนโท่ ว่าใครยึดครอง เพียงแต่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ที่โยงไปถึงบุคคลทางการเมือง หรือระดับแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย เท่านั้น

2. “คดีฮั้วเลือกสว.2567” ...นี่อาจเป็นประเด็นที่อันตรายในทางการเมืองมากกว่า “เขากระโดง” เพราะข้อกล่าวหาหลักคือ มีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อกำหนดผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “ฮั้ว” ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและ กฎหมายอาญา

ที่ผ่านมา DSI และ กกต. มีการสืบสวน และเรียกบุคคลจำนวนมาก เข้าชี้แจง รับทราบข้อกล่าวหาในช่วงที่ผ่านมา และขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนของ กกต.

หาก กกต.มีมติส่งศาลฎีกา และมีคนสำคัญระดับ “รัฐมนตรี” หลายคนในรัฐบาลนี้โดนด้วย ก็จะกระทบกับสถานะทันที เพราะจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แน่นอนว่าจะต้องมีการร้องเรียนในเรื่อง... ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และจะมีปัญหาในเรื่อง “จริยธรรม” ตามมา โทษหนักถึงยุบพรรค!


3. “มติป.ป.ช.กรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ...ศักดิ์สยาม เป็นบุคคลสำคัญของเครือข่ายภูมิใจไทย ถูกกล่าวหาว่ายังมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกิจการเอกชน ที่ทำธุรกิจกับรัฐ

ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้ “ศักดืสยาม” พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี จากกรณีการถือหุ้น และการเป็นเจ้าของกิจการโดยอ้อม

เมื่อเรื่องถูกร้องไปที่ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง

หากเรื่องนี้ป.ป.ช. ถูกไล่บี้จนถึงขั้นต้องทบทวนการพิจารณา และหากมีมติที่ไม่เป็นคุณ กับ“ศักดิ์สยาม” เรื่องอาจลามไปถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทยได้เช่นกัน เพราะมีคนร้องเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

4. “กรณีเลือกตั้งเป็นโมฆะ” ... อันนี้เป็น “ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเมือง” ที่มีการร้องในแง่มุมของกฎหมาย ว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับหรือไม่

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้ง สส.เป็นโมฆะ ก็จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ และรัฐบาลอาจสิ้นสุดสถานะทางการเมืองทันที

5. “คดีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน”...เรื่องนี้ฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องไปแล้วว่าการตราพ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ ไม่ใช่กรณีที่จำเป็นเร่งด่วน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลก็ไม่ได้ให้น้ำหนัก ไม่ได้สนใจกับการยื่นคำร้องในเรื่องนี้

ในจำนวน 5 เรื่องที่ยกมานี้ เรื่อง “ฮั้วสว.” ถือเป็นเรื่องที่อันตรายสุด เพราะในชั้นสืบสวน สอบสวนของดีเอสไอ ได้ทำสำนวน มีพยานหลักฐาน แน่นหนา จนกระทั่งสามารถเรียกบุคคลต่างๆ มารับทราบข้อกล่าวหาเป็นจำนวนมาก

ต้องติดตามกันว่า เรื่องที่อยู่ในมือ กกต.ตอนนี้ จะถูกตัดจบ ไม่ส่งศาลหรือไม่!

แต่ถ้ามีมติชี้มูลความผิดก่อนส่งศาลพิจารณาต่อ แล้วมี “รัฐมนตรี” ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่...งานนี้มีพัง!