เมืองไทย 360 องศา
จะเรียกว่ากำลังถูกรุมกระหน่ำเข้ามาทุกทิศทางก็ว่าได้สำหรับ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่ขับเคลื่อนในนามพรรคภูมิใจไทย และที่สำคัญ “บาดแผลเก่า” กำลังถูกขยายออกมา แต่ขณะเดียวกันด้วยความช่ำชองทางการเมืองพวกเขาก็กำลังเล่นเกมยื้อ ซื้อเวลาออกไปให้มากที่สุด และที่ต้องจับตาก็คือกำลังใช้กระบวนการทางศาลเพื่อ “จำกัด”การเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม
กรณีข่าวการบุกรุกที่ดินเขากระโดงจังหวัดบุรีรัมย์ ปรากฏในหน้าสื่ออีกครั้งหลังจากที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ประกาศว่าจะไปตรวจสอบและเร่งรัดคดีบุกรุกที่ดินดังกล่าว หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาก็ได้นำคณะเดินทางไปที่บ้านของ นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ไปปรากฏตัวที่บริเวณปากทางเข้าบ้าน เป็นลักษณะของการแสดงเชิงสัญลักษณ์ จากนั้นก็ได้เดินทางไปที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแจ้งความกล่าวหานายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ และบุคคลอื่นที่บุกรุกครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมืองฯ จ.บุรีรัมย์ และออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
แน่นอนว่า หากพิจารณาจากกรณีดังกล่าว มีทั้งกระบวนการทางกฎหมาย และในทางการเมือง ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นบุคคลทางการเมือง และยังเป็นระดับสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนอำนาจทางการเมืองในเวลานี้ ทำให้ถูกมองว่าทำให้คดีดังกล่าวต้องยืดเยื้อยาวนาน ไม่งบง่ายๆ
หากย้อนคดีบุกรุกที่การรถไฟดังกล่าวที่รู้จักกันในชื่อ “ที่ดินเขากระโดง” มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันมาอย่างยาวนาน และที่ผ่านมาศาลเคยพิพากษาให้ที่ดินจำนวน 5,083 ไร่ เป็นที่ดินของการรถไฟฯ อย่างไรก็ดีในบริเวณดังกล่าวมีการออกเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดินให้กับชาวบ้านอีกนับร้อยแปลง ราว 900 ครัวเรือน และกำลังอยู่ในกระบวนการฟ้องร้องเพิกถอนเป็นรายแปลง ซึ่งกระบวนการยังอยู่ในชั้นศาล เรื่องจึงยังไม่จบ
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวล่าสุดของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ดังกล่าวใช้วิธีการฟ้อองร้องดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินการรถไฟ เพิ่มเติมขึ้นมา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีกระบวนการในการดำเนินคดี ซึ่งก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เพราะในที่สุดแล้วคดีก็ต้องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา หรือต่อไปหากเป็นจำเลยก็ต้องไปว่ากันในชั้นศาล ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมปลายทาง และด้วยเหตุนี้หรือเปล่าที่เวลานี้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ทั้งในเรื่องคดี “ที่ดินเขากระโดง” รวมไปถึงคดี “ฮั้ว ส.ว.” ซึ่งหากมองในมุมการเมืองก็ต้องถือว่ากลายเป็นเรื่องเดียวกันเข้าไปแล้ว โดยล่าสุดมีคนในรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่บุรีรัมย์ ที่เพิ่งออกมาย้ำว่าให้ทุกอย่างว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม รอให้ศาลตัดสินชี้ขาด
นายอนุทิน กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บุกถึงหน้าบ้าน นายเนวิน ชิดชอบ และเดินหน้าตรวจสอบกรณีบุกรุกที่ดินเขากระโดง ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เรื่องเขากระโดงก็ดี เรื่อง “ฮั้วสว.”ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลายถ้าออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและไปฝ่าฝืนกฎหมายได้
เมื่อถามว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าการทวงคืนพื้นที่ ทีละแปลงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย เขาคงรายงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ส่วนของกระทรวงมหาดไทย กรมที่ดินก็รายงานมาโดยตลอดว่ามันไม่ได้ผูกพันคำพิพากษาที่คนพยายามพูดและไปชี้นำให้สาธารณะเชื่อถือคำพิพากษา มันผูกพันรายแปลง ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมานั้นความจริงคือชาวบ้านฟ้องการรถไฟให้ออกโฉนดแล้วศาลบอกว่าไม่ให้ออกโฉนดอย่างนั้น จะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมดมันก็ไม่ใช่ การรถไฟต้องฟ้องรายแปลงไป ซึ่งเขาก็ดำเนินการอยู่ และถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครจะฝ่าฝืนไปได้
ยังมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวทำนองเดียวกัน โดยกล่าว ว่า เรื่องที่ดินอยู่ในกระบวนการทางศาล ต้องรอศาลพิจารณา การพิสูจน์สิทธิต่างๆ ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และภาคประชาชน
“ที่ดินดังกล่าวมีส่วนหนึ่ง จาก 5,083 ไร่ เป็นของนายเนวิน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง และยังมีส่วนราชการอื่นอีกจํานวนมาก รวมถึงภาคประชาชนที่อยู่ตรงนั้น นายเนวินไม่ได้ครอบครองที่ดินทั้ง 5,083 ไร่ แต่มีหลายส่วนเข้าไปถือครอง มีเอกสารสิทธิ์เรียบร้อย มีโฉนด และไม่มีการแย่งการครอบครอง ดังนั้นการที่ รฟท. อ้างสิทธิ์ก็ต้องไปฟ้องร้อง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนั้น”
หากพิจารณาจากท่าทีและความเคลื่อนไหวจากฝั่ง “สีน้ำเงิน” และระดับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังถูกรุมกระหน่ำทุกทิศทางในเวลานี้ และเริ่มออกอาการบ้างแล้ว ทั้งที่เพิ่งเข้าสู่อำนาจได้ไม่นาน นั่นคือการเป็นรัฐบาลเพียงสองเดือนเศษเท่านั้น แต่ต้องเจอกับมรสุมหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องเก่า ทั้งเรื่องใหม่ แต่ที่กำลังซ้ำเติมก็คือจากเรื่องวิกฤติพลังงานกำลังลามมาที่วิกฤติเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลหนักหน่วงในอีกสองเดือนข้างหน้า ที่บรรดากูรูทั้งหลายคาดการณ์กันว่าจะเกิดปัญหาสินค้าราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก ปัญหาเงินเฟ้อ คนตกงาน สารพัดรุมเร้าเข้ามา
แต่ที่ต้องจับตากันก็คือ เรื่อง “ภาพลักษณ์” หากตราบใดก็ตามที่รัฐบาล บรรดารัฐมนตรี ที่ไล่เรียงตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีลงมาเกิดวิกฤตศรัทธาขึ้นมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะอยู่ลำบาก ยิ่งที่ผ่านมาคนในรัฐบาลหลายคนที่มีภาพลักษณ์ไม่ดีนัก หากเจอกระหน่ำในบางเรื่อง โดยเฉพาะ “ความไม่โปร่งใส” หากเจอเข้าจังๆสักเรื่องรับรองว่าอยู่ลำบาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตุ้นทุนในเรื่อง “เครดิต” ที่มีน้อยอยู่แล้ว
สำหรับกรณี “ที่ดินเขากระโดง” และ “คดีฮั้วส.ว.” พิจารณาจากท่าทีล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทยคนอื่นๆ มองออกได้เลยว่ากำลัง “ดึงเช็ง” ยื้อเวลา โดยเฉพาะเมื่ออ้างว่าคดีเข้าสู่การพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน โดยเฉพาะให้รอศาลชี้ขาด
แน่นอนว่าบางครั้ง การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ก็เป็นใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองได้บางโอกาสเหมือนกัน อย่างน้อยก็ซื้อเวลาได้อีกพักใหญ่ รอดพ้นจากแรงกระแทกไปได้ชั่วคราวเหมือนกัน !!

