วันนี้ (2 มิ.ย.2569) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศ 2 ฉบับ ได้แก่ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ และ ที่ 24/2569 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (ฉบับที่ 2) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความเป็นธรรม สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการ รวมทั้งได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเพียงพอต่อการตัดสินใจ
.
โดยสาระสำคัญ ได้แก่ ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (Statement) รูปแบบกระดาษ เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อบัญชีต่อครั้ง สำหรับข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ส่วนรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-statement) ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ สำหรับข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อชุดต่อครั้ง ค่ารักษาบัญชีเงินฝาก กรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหวเกิน 1 ปี เรียกเก็บได้เฉพาะบัญชีที่มีเงินคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท และเก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป
.
ส่วนค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตพื้นฐาน สำหรับผู้ถือสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้แก่ บัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน รวมกันได้ไม่เกิน 150 บาทต่อปี และบัตรเดบิตพื้นฐาน รวมกันได้ไม่เกิน 200 บาทต่อปี ส่วนค่าบริการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของจำนวนเงินที่เบิกถอน
.
ขณะที่ธุรกรรมโอนเงิน ชำระเงิน ห้ามเรียกเก็บ ค่าข้ามเขตและค่าคู่สาย สำหรับการทำธุรกรรมฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ การโอนเงินผ่านระบบบาทเน็ต การฝากเช็ค การรับชำระค่าสินค้าและบริการ (ใบแจ้งหนี้) ยกเว้นการทำธุรกรรมฝากและถอนเงินสดข้ามเขต (สาขาต่างจังหวัด) ที่หน้าสาขา ให้เก็บได้ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของมูลค่าธุรกรรม ส่วนค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน (same day) เรียกเก็บค่าบริการได้ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ
.
ส่วนค่าบริการสินเชื่อ SMEs ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-end fee) วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท เก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของวงเงิน และรวมไม่เกิน 250,000 บาท ส่วนวงเงินที่มากกว่า 15 ล้านบาท เก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของวงเงิน ค่าชำระสินเชื่อก่อนกำหนด (Prepayment fee) สำหรับสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินต้นคงค้าง แต่ห้ามเรียกเก็บ หากลูกค้าชำระเงินต้นมาแล้วเกินร้อยละ 50 ของวงเงิน และระยะเวลาการชำระหนี้ผ่านไปแล้วเกินร้อยละ 50 ของสัญญา เริ่ม 1 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป
.
ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) ไม่รวมถึงค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการทำธุรกรรมโดยใช้ธนบัตรสกุลต่างประเทศ ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 0.125 ของจำนวนเงินสำหรับทุกสกุลเงิน สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SMEs ให้เรียกเก็บขั้นต่ำได้ไม่เกิน 300 บาท (หรือเทียบเท่า) และสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (หรือเทียบเท่า) และไม่ให้เรียกเก็บกรณีโอนเงินระหว่างบัญชีภายในสถาบันการเงินเดียวกัน ส่วนค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตเฉพาะกรณีที่ลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SMEs ส่งคำขอใช้บริการให้สถาบันการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้โอนและผู้รับโอนเรียกเก็บค่าบริการรวมกันได้ไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ เริ่ม 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป
.
ทั้งนี้ หากสถาบันการเงินใดปรับปรุงระบบไม่ทันตามกำหนด จะต้องดูแลไม่ให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่กฎหมายใหม่กำหนด หรือต้องทำการชดเชยเยียวยาคืนเงินส่วนต่างให้แก่ลูกค้าในโอกาสแรกทันที
.
นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินผลักภาระไปให้ผู้บริโภคในช่องทางอื่น ธปท. ได้ออกกฎเหล็กห้ามผู้ให้บริการฉวยโอกาสปรับเพิ่มอัตราค่าบริการในรายการอื่น ห้ามออกค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนรายได้ส่วนที่หายไปจากประกาศฉบับนี้อย่างเด็ดขาด เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นด้านต้นทุนที่พิสูจน์ชี้แจงได้อย่างชัดเจน
......
Sondhi X

