คลังพับโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เหตุแก้ปมกำจัดซากรถไม่ได้ พร้อมยืนยันชัดเจน ไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยแน่นอน ขออย่าหลงเชื่อข่าวลวง
ท่ามกลางความคึกคักของการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ปรากฎว่ามีบางนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ต้องยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งนั่นก็คือโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยในเรื่องนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล จะไม่ดำเนินการต่อ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการกำจัดซากรถเก่า และคาดว่า กรมสรรพสามิตจะออกแบบและเสนอโครงการรูปแบบใหม่เข้ามาแทนที่ โดยจะมีกระบวนการบริหารจัดการที่ง่ายกว่า และได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่ต้องการ
นายลวรณ กล่าวว่า ปัญหาของโครงการรถเก่าแลกรถใหม่อยู่ที่การบริหารจัดการและกำจัดรถเก่า ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อน เช่น หากรถเก่ายังพอใช้งานได้ ก็อาจจะส่งไปประเทศที่สาม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงประเทศในแถบแอฟริกาใต้อยู่บ้าง หรือหากเป็นรถที่เก่าเกินกว่าจะใช้งานต่อได้ ก็จะต้องมีการกำจัดและทำลายซากรถอย่างถูกต้อง โดยในส่วนนี้ หากผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ไม่ร่วมมือในการรับรถเก่าไปบริหารจัดการอย่างถูกต้อง โครงการนี้ก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากภาครัฐเองยังไม่มีศักยภาพในการบริหารจัดการเรื่องซากรถทั้งหมดอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม จะยังเป็นโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเช่นเดิม และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะต้องเป็นโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.กู้เงิน และนโยบายรัฐบาล
ด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีมาตรการในการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปีไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด โดยเกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว
รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากรเพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี”

