xs
xsm
sm
md
lg

“หม่อมกร” ชูนโยบาย นำ กทม.สู่ที่ 1 อาเซียน เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ทำกรุงเทพฯ เป็นเมืองฟองน้ำ ท้า “ชัชชาติ” แข่งปั่นจักรยานพิสูจน์แกร่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“หม่อมกร” เบอร์ 1 เปิดนโยบายเด็ด นำ กทม.สู่ที่ 1 อาเซียน เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ทำกรุงเทพเป็นเมืองฟองน้ำแก้น้ำท่วม เชื่อมโยงกล้อง 5 แสนตัวเข้าระบบส่วนกลางใช้ AI ป้องกันอาชญากรรม สร้างสาธารณสุขใกล้บ้าน ท้า “ชัชชาติ” แข่งปั่นจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิ พิสูจน์ความแข็งแกร่ง ย้ำเมืองไทยอยู่ในวิกฤติ ผู้ว่า กทม.ไม่ใช่แค่แม่บ้านต้องเป็นแม่ทัพ



ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร” ผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่าฯ กทม.) ในนามอิสระ หมายเลข 1 เปิดเผยผ่านรายการ News Hour ทางช่อง News1 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงนโยบายและการเตรียมพร้อมในการลงเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ผลงานการบริหารงานของผู้ว่าฯ กทม.คนล่าสุด ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
หม่อมกรกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่สะท้อนว่ายังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ไม่พึงพอใจหรือยังไม่มั่นใจในผลงานของผู้ว่าฯ คนล่าสุด โดยตั้งข้อสังเกตว่าโครงการที่ได้รับความนิยมหลายโครงการ เช่น ระบบรับแจ้งปัญหา Traffy Fondue และโครงการบ่อพักน้ำใต้ดินนั้น มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยการบริหารงานของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้เป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากการริเริ่มของผู้บริหารชุดปัจจุบันเพียงฝ่ายเดียว


สำหรับนโยบายสำคัญในการหาเสียง หม่อมกรเสนอแนวคิด “ขยะคือทรัพย์สิน” ด้วยนโยบายเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน (Waste to Wealth) จัดการขยะอย่างถูกหลักวิทยาศาสตร์ นำขยะเปียกจากศูนย์การค้าและชุมชนเข้าสู่ระบบปิดเพื่อผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ สำหรับปั่นกระแสไฟฟ้าใช้เอง รวมทั้งนำขยะพลาสติก (เช่น ถุงหิ้ว) ไปผ่านกระบวนการกลั่นเป็นน้ำมันเบนซินและดีเซลเพื่อใช้ในหน่วยงาน กทม. นโยบายนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณและสร้างรายได้กลับมาได้เกือบหมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาโรงเรียน กทม.ให้เป็นโรงเรียน 3 ภาษา (ไทย, อังกฤษ, จีน) และดูแลผู้สูงอายุต่อไป

ด้านการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หม่อมกรเสนอแนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองฟองน้ำ” โดยใช้พื้นที่ว่างในสวนสาธารณะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำใต้ดิน ควบคู่กับการเร่งขุดลอกคูคลองและปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับปริมาณน้ำฝนและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย


ในด้านความปลอดภัย หม่อมกรเสนอนโยบายเมืองปลอดภัยด้วยกล้อง AI 5 แสนตัว โดยการเชื่อมโยงระบบกล้องวงจรปิดของภาคเอกชน ร้านสะดวกซื้อ และคอนโดมิเนียม เข้ากับศูนย์ควบคุมส่วนกลางที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จดจำใบหน้าเพื่อช่วยติดตามผู้กระทำผิด ป้องกันอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว
ขณะที่นโยบายด้านสาธารณสุข มุ่งเสริมสร้างเครือข่ายสุขภาพปฐมภูมิผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) พร้อมสนับสนุนการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้ากับศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพของประชาชน

หม่อมกรยังย้ำถึงประสบการณ์การทำงานภาคสังคม โดยเฉพาะด้านพลังงานและการพัฒนาชุมชน พร้อมประกาศจุดยืนในการต่อต้านการทุจริตและอิทธิพลมืดในเมือง โดยระบุว่ากรุงเทพมหานครจำเป็นต้องมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจและบริหารจัดการเชิงรุก
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ หม่อมกรได้ท้าทาย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.คนล่าสุด ให้มาปั่นจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิแข่งกัน เพื่อพิสูจน์ความพร้อมและความแข็งแกร่งของผู้ที่จะเข้ามาบริหารเมืองหลวง โดยระบุว่าตนเองเป็นผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยานเช่นเดียวกัน และต้องการให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพของผู้สมัครแต่ละคน

“ผมแข็งแกร่ง ร่างกายก็แข็งแกร่ง แต่จิตใจนั้นแข็งแกร่งกว่า” หม่อมกรกล่าว พร้อมยืนยันว่าการท้าทายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านกีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการทำงานและการเผชิญหน้ากับปัญหาของเมือง


นอกจากนี้ หม่อมกรยังเปรียบเทียบบทบาทของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า ในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นเพียง “แม่บ้าน” ที่ดูแลความเรียบร้อยของเมืองเท่านั้น แต่ต้องเป็น “แม่ทัพ” ที่สามารถบริหารจัดการเชิงรุก วางยุทธศาสตร์ และนำพากรุงเทพมหานครก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หม่อมกรยังกล่าวถึงการจับสลากหมายเลขผู้สมัครที่ได้รับหมายเลข 1 โดยมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี พร้อมชูสโลแกนหาเสียง “กรุงเทพฯ ที่ 1 ในอาเซียน เลือกหมายเลข 1” เพื่อสะท้อนเป้าหมายในการผลักดันให้กรุงเทพมหานครก้าวขึ้นเป็นมหานครชั้นนำของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต