รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กลับลำจากคำแถลงก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกา ซึ่งกำลังขออนุญาตอยู่อาศัยถาวรในสหรัฐฯ หรือเรียกกันทั่วไปว่า "กรีนการ์ด" จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อยื่นคำร้อง ตามรายงานของนิวยอร์กไทม์ส
กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สในวันศุกร์(29พ.ค.) ว่านโยบายที่แถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ได้บังคับใช้กับผู้ยื่นคำร้องทุกราย แต่บังคับใช้เป็น "รายกรณีเท่านั้น"
ก่อนหน้านี้ แซค คาห์เลอร์ โฆษกรัฐบาลทรัมป์ แถลงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ว่า "นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป บุคคลต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯเป็นการชั่วคราว และต้องการกรีนการ์ดจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด เพื่อยื่นคำร้อง ยกเว้นแต่ในกรณีพิเศษ
คำแถลงดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในนโยบายของสหรัฐฯ และโหมกระพือความกังวลในหมู่ผู้อพยพหลายล้านคน ที่ต้องการขอสถานะผู้พำนักถาวรในอเมริกา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รณรงค์หาเสียงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาว ด้วยการประกาศจะขับไล่ผู้อพยพผิดกฎหมายหลายล้านคน และรัฐบาลของเขาได้ปิดช่องทางทางกฎหมายหลายช่องทาง สำหรับการขอสิทธิ์พำนักอาศัยในสหรัฐฯเป็นการถาวร นับตั้งแต่ที่เขาเข้ารับตำแหน่ง
สหรัฐฯอนุมัติกรีนแลนด์กว่า 1 ล้านคนในแต่ละปี และจนถึงตอนนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ยื่นคำร้อง ได้อยู่ในอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่อเมริการายหนึ่งเปิดเผยกับเอเอฟพีในวันเสาร์(30พ.ค.) ว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นการ "เน้นย้ำกฎหมายและนโยบายที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน" ซึ่งถูกเพิกเฉยในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน
"นโยบายนี้ไม่ได้ห้ามบุคคลต่างด้าวจากการเข้าถึงกรีนการ์ด บุคคลที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายและมีคุณสมบัติเหมาะสม มันจะส่งผลกระทบเฉพาะกับบุคคลต่างด้าวบางส่วน ผู้ที่ไม่สมควรได้รับสิทธิประโยชน์ตามดุลยพินิจ ซึ่งต้องยื่นคำร้องผ่านหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศในต่างแดน" เจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนามระบุ
เจ้าหน้าที่บอกต่อว่า "นโยบายนี้จะไม่มีผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดกับผู้ยื่นคำร้องที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นอย่างสูง และผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะ ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย"
(ที่มา:เอเอฟพี)

