เอเอฟพี - ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ของพม่า เดินทางถึงอินเดียในวันเสาร์ (30) ที่เป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำพลเรือน เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี
อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่ายังจะหารือกับตัวแทนจากภาคธุรกิจระหว่างการเยือน 5 วัน ตามที่รัฐบาลทั้งสองระบุ
“การต้อนรับอย่างอบอุ่น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ระบุในคำแถลง พร้อมกับโพสต์ภาพบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินบนพรมแดงในรัฐพิหาร ทางตะวันออกของอินเดีย
ผู้นำพม่าเริ่มต้นการเดินทางด้วยการเยือนสถานที่แสวงบุญในพุทธศาสนาที่เมืองพุทธคยา
“การเยือนของประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งผูกพันสองประเทศของเรา และความลึกซึ้งของความร่วมมือที่ดำเนินอยู่ของเรา” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว
กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียยังระบุว่า ผู้นำพม่าจะเข้าพบหารือกับนายกรัฐมนตรีโมดี และประธานาธิบดีเมอร์มู ในวันจันทร์ที่กรุงนิวเดลี ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองมุมไบ ศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ
“ผู้นำทั้งสองจะหารือกันถึงวิธีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวกับผู้สื่อข่าว
“นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังมีองค์ประกอบทางธุรกิจที่สำคัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศด้วย”
นิวเดลีระบุว่าการค้าทวิภาคีมีมูลค่าอยู่ที่ 1.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568-2569
พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีพม่าในเดือนเม.ย. โดยปกครองประเทศต่อด้วยตำแหน่งผู้นำพลเรือน หลังจากยึดอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสำหรับอินเดียแล้ว การเยือนครั้งนี้ของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นโอกาสที่จะลดอิทธิพลของจีนที่มีอยู่มากในพม่า ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเข้าถึงแหล่งแร่หายากที่สำคัญของประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือ
“หลังจากเปลี่ยนบทบาทเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการแล้ว พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กำลังมองหาแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือทางการทูตในภูมิภาค” ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพม่าของ Crisis Group กล่าว
“และเขาคาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ปกติมากขึ้นกับอาเซียน” ฮอร์ซีย์ กล่าวเสริม โดยอ้างถึงกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ
“ด้วยการสนับสนุนจากไทยและประเทศสมาชิกอื่นๆ เขาอาจจะเดินทางเยือนปักกิ่งในเร็วๆ นี้ เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และอินเดียเป็นอีกประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของพม่า” ฮอร์ซีย์ ระบุ
นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งนำโดยอองซานซูจี ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงที่พัฒนาไปสู่การลุกฮือด้วยอาวุธทั่วประเทศเพื่อต่อต้านกองทัพ
การรัฐประหารครั้งนี้ถูกประณามอย่างกว้างขวาง รวมถึงจากกลุ่มอาเซียนที่ห้ามไม่ให้นายพลพม่าเข้าร่วมการประชุมสุดยอด และรัฐบาลใหม่ที่นำโดยกองทัพก็พบว่าถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงเมื่อปีที่แล้ว ได้เปิดโอกาสทางการทูตให้กับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเขาได้เดินทางเยือนการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคที่กรุงเทพฯ และเขากำลังพยายามต่อยอดหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งปูทางไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา
“เขากำลังแสวงหาความน่าเชื่อถือในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ หลังการเลือกตั้ง” อดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำพม่า กล่าว
แม้ว่าพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย จะได้รับการสนับสนุนจากปักกิ่งมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีการลงทุนในพม่าหลายด้าน แต่การเดินทางเยือนอินเดียครั้งแรกของเขาในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อต่อต้านอิทธิพลของจีน นักวิเคราะห์กล่าว
“นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่พม่ารับมือกับอินเดียและจีน โดยการตามเงื่อนไขของจีนมากขึ้น และพยายามสร้างสมดุลกับจีนด้วยอินเดีย” อดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำพม่า กล่าว
การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพพม่าเปิดฉากการรุกครั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดน ที่เป็นแหล่งแร่หายาก รวมถึงเส้นทางการค้าสำคัญอื่นๆ ไปยังอินเดียและไทย
“พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย จะแสวงหาความช่วยเหลือจากอินเดียในการต่อต้านกองทัพอาระกันและกลุ่มติดอาวุธชิน” ฮอร์ซีย์ กล่าว โดยอ้างถึงกลุ่มติดอาวุธที่ต่อสู้กับกองทัพในรัฐชินของพม่า ที่มีพรมแดนติดกับอินเดีย และรัฐยะไข่ที่อยู่ใกล้เคียง
รอยเตอร์เคยรายงานว่า อินเดียก็มีความสนใจที่จะหาหนทางเข้าถึงทรัพยากรของพม่า รวมทั้งการทำงานเพื่อให้ได้รับตัวอย่างแร่ธาตุ ด้วยการช่วยเหลือของกลุ่มติดอาวุธที่มีอิทธิพล
อดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำพม่า กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการเยือนครั้งนี้จากฝ่ายอินเดียคือสิ่งที่พวกเขาจะได้รับในแง่ของวัตถุดิบ แร่หายาก และโอกาสทางธุรกิจ และนั่นคือสิ่งที่กองทัพพม่าต้องการ เพราะกองทัพต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกิจการทางทหารของตน.

