อุบลราชธานี-ผัวจุกอกเมียรัก 15 ปี แอบแซ่บกับพระในวัด พบหลักฐานพลอดรัก โอนเงินขอมีสัมพันธ์ ซ้ำยังพัวพันการพนันออนไลน์ ส่วนฝ่ายอดีตพระปฏิเสธไม่เคยมีอะไรกับฝ่ายหญิง แต่ยินดีออกจากวัดและลาสิขา ด้านเจ้าคณะตำบลเผยไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน แต่เมื่อเป็นข่าวเรียกมาสอบถามเจ้าตัวแบ่งรับแบ่งสู้ ขออกจากวัดไปลาสิขา เพื่อไม่ให้ศาสนาเสื่อมเสีย
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลจากกรณีวงการสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อนายพจน์ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี มีอาชีพขับรถรับส่งนักเรียนให้วัดแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองอุบลราชธานี ได้ออกมาเปิดโปงความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างอดีตภรรยาวัย 31 ปี ที่ช่วยงานขายของอยู่ในวัดเดียวกันกับพระมหาเอ (นามสมมุติ) พระลูกวัดที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น
โดยนายพจน์ เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของภรรยาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่มีอาการหงุดหงิดและใช้น้ำเสียงเย็นชา จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2569 ความจริงก็ถูกเปิดเผย เมื่อนายพจน์แอบเช็คโทรศัพท์มือถือแล้วพบข้อความแชต ซึ่งมีเนื้อหานัดแนะกันไปมีเพศสัมพันธ์ภายในโบสถ์และห้องน้ำข้างโบสถ์ในช่วงเวลาที่นักเรียนเข้าเรียน
หนำซ้ำยังมีภาพถ่ายอนาจาร หลักฐานสลิปการโอนเงินไปมา และพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับการเล่นพนันออนไลน์ร่วมกัน
เมื่อนายพจน์ นำหลักฐานไปคาดคั้น ภรรยากลับเงียบใส่และเก็บข้าวของหนีออกจากบ้านไปทันที ด้วยความโกรธ นายพจน์ พร้อมด้วยพ่อและแม่ จึงได้บุกไปเคลียร์ใจถึงกุฏิพระรูปดังกล่าว ในตอนแรกพระมหาเอ พยายามบ่ายเบี่ยงอ้างว่าแชตทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องของการขอยืมเงิน
แต่เมื่อถูกกางหลักฐานแชตและภาพถ่ายทั้งหมดออกมายืนยัน พระรูปดังกล่าวจึงยอมจำนนต่อหลักฐาน โดยมีพ่อ แม่ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าอาวาส ร่วมเป็นพยานในการเจรจา ซึ่งทางฝั่งพระได้เสนอเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อเป็นค่าปิดปากแลกกับการไม่ให้เรื่องราวถูกนำไปเผยแพร่หรือแฉต่อสาธารณะ ซึ่งนายพจน์ยอมรับเงินก้อนนี้ไว้ โดยจะใช้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูกทั้ง 2 คน
แต่อย่างไรก็ตาม ในทางเอกสารกลับมีการหลีกเลี่ยงด้วยการทำเป็น "สัญญากู้ยืมเงิน" บังหน้า โดยระบุว่าฝั่งสามีเป็นคนให้พระกู้ยืมเงิน พร้อมได้ชดใช้เงินให้ผู้ให้กู้
ซึ่งนายพจน์ อยากบอกสังคมให้เข้าใจว่า ในวันที่รู้เรื่องนี้ ตนไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นอันดับแรก ตนคิดแค่ว่าครอบครัวพัง ความเชื่อใจพัง โดยตนไม่รู้จะเดินต่ออย่างไร เงิน 50,000 บาทที่รับมา ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดหายไป และไม่ได้คุ้มกับสิ่งที่ครอบครัวเสียไป แต่ในตอนนั้นตนมองว่า อย่างน้อยอีกฝ่ายควรแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง ไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตนยืนยันว่าไม่ได้รีดไถ ไม่ได้ข่มขู่ และไม่ได้เอาศาสนาหรือสถานะของใครมาเป็นเครื่องต่อรอง
ตนแค่เป็นสามีคนหนึ่งที่ถูกกระทำ และต้องการความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของตน แต่แม้จะมีการรับเงินและตกลงให้เรื่องเงียบแล้ว แต่ชนวนเหตุที่ทำให้เรื่องราวต้องถูกนำมาแฉในภายหลัง เพราะอดีตภรรยาได้โทรศัพท์มาต่อว่านายพจน์อย่างรุนแรง หาว่าไปแบล็กเมล์และรีดไถเงินจากพระ และต้องการให้พระรูปดังกล่าวหยุดพฤติกรรมตามที่สัญญา จึงตัดสินใจนำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมหลักฐานแชตออกมาแฉ เพราะต้องการให้พระรูปนี้สึกจากการเป็นพระ เพื่อไม่ให้ไปทำลายครอบครัวของใครอีก
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับพระมหาสมพล สมาจาโร รักษาการเจ้าคณะตำบลแจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น โดยพระมหาสมพล อธิบายว่าเรื่องราวทั้งหมดตนเองเพิ่งทราบจากที่คู่กรณีฝ่ายสามีมาแจ้ง จึงได้มีการเรียกพระมหาเอ มาสอบถามข้อเท็จจริงทางพระมหาเอ ก็ทราบว่าไม่เหมาะสม จึงพิจารณาตนเองออกจากวัดไปลาสิขา เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียทางพระพุทธศาสนา ทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนบุคคล ก็อยากขอความเป็นธรรมให้กับทางวัดด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามทางอดีตพระมหาเอ ทางโทรศัพท์ก็ได้ชี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏออกมานั้นเป็นภาพที่คนในวัดถ่ายไว้ ส่วนเรื่องแชตหลุดที่เป็นประเด็นอยู่ จริงๆเป็นสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำขึ้นมาเองทั้งหมด เพราะตอนแรกเขาคิดไม่ดีกับตน หวังจะใช้แบล็กเมล์ แต่ต่อมาเกิดกลัวบาปขึ้นมา จึงไม่ได้ทำต่อ แต่เขาก็ไม่ได้ลบแชตนั้นทิ้ง จนกระทั่งสามีของเขามาเจอเข้า
จึงทำให้ทั้งคู่มีปากเสียงและฝ่ายหญิงถูกทำร้ายร่างกาย โดยที่ตัวสามีไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือฟังคำอธิบายใดๆ เลย แต่กลับมาโวยวาย เพื่อจะเรียกร้องเงินอย่างเดียว ตอนแรกเรียกเงินสูงถึง 200,000 บาท ซึ่งตนก็ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด แม้แต่เนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงก็ไม่เคยทำ จนกระทั่งมีการต่อรองยอดลงมาเหลือ 50,000 บาท ซึ่งการที่ตนยอมจ่ายเงินจำนวนนี้ไป ไม่ได้หมายความว่าตนยอมรับผิด แต่เป็นเพราะตนสงสารวัด และเขาขู่ว่าจะเอานักข่าวมา ตนกลัวว่าวัดจะเสียชื่อเสียงจึงยอมเซ็นสัญญาและจ่ายเงินให้เรื่องจบไป แต่สุดท้ายเขาก็ยังเอาข้อมูลดังกล่าวมาแชร์อยู่ดี
ตนขอยืนยันว่า เรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวกับฝ่ายหญิงนั้นไม่มี แม้แต่แตะเนื้อต้องตัวก็ไม่เคยมี ส่วนเรื่องสลิปการโอนเงินที่มีการพูดถึงกัน ยอมรับว่าเป็นเงินค่าช่วยงานวัด เงินที่ตนช่วยอุดหนุนซื้อลอตเตอรี่จากเขา และมีบางครั้งฝ่ายหญิงก็มาขอยืมเงินไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟไม่ใช่เงินเชิงชู้สาวอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ตอนนี้ตัวตนเองได้เดินทางออกมาจากวัดและลาสิกขา (สึก) เรียบร้อยแล้ว ก็อยากจะฝากถึงคู่กรณีว่า จะทำอะไรก็ขอให้คิดให้ดี เพราะมันส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน
ส่วนคนที่ติดตามข่าวสารก็อยากให้เสพข่าวอย่างมีสติ การนำภาพต่างๆ มาปะติดปะต่อกันแบบนี้ มันทำให้ตนได้รับความเสื่อมเสียด้วย

