xs
xsm
sm
md
lg

บทสรุป “คดีนาฬิกายืมเพื่อน” คุก “พล.ต.อ.วัชรพล - สุภา” “ลุงป้อม” ไม่รู้ ไม่รู้และไม่รู้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 คดีประวัติศาสตร์ที่สะเทือนเลือนลั่น “นาฬิกาหรูบิ๊กป้อมยืมเพื่อน” ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ตัดสินจำคุกพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ได้ทลายความอหังการไม่สนข้อกังขาจากสังคมขององค์กรอิสระ “ป.ป.ช.” อย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี และเป็นบทเรียนอย่าได้ริอ่านประมาทชายที่ชื่อ “วีระ สมความคิด” เป็นอันขาด!


คำพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ของศาลอาญาฯ ในคดีดังกล่าว ชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประกอบมาตรา 83 โดยศาลชี้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวที่มีเจตนามาตั้งแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการ

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นยาวนานตั้งแต่กรณีการตรวจสอบ “นาฬิกาหรูและแหวนประดับ” ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติ “ตีตก” ไปก่อนหน้านี้ ทางนายวีระ สมความคิด ในฐานะเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) จึงใช้สิทธิตามกฎหมายขอตรวจดูเอกสารในสำนวนการสอบสวน 3 รายการหลัก ได้แก่ 1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด 2.ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบรายบุคคล และ 3.รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แม้ว่า ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยเอกสารทั้ง 3 รายการ และส่งให้นายวีระ และคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยสั่งให้เปิดเผยแล้ว แต่จำเลยกลับมีพฤติการณ์ “เพิกเฉย” และ “ประวิงเวลา” โดยส่งมอบเอกสารให้ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง มีการปกปิดและขีดฆ่าข้อความสำคัญ โดยเฉพาะความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. รายบุคคล ซึ่งทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญและเกิดความเสียหาย

ศาลจึงวินิจฉัยว่า นายวีระ เป็นผู้เสียหายโดยตรงและมีอำนาจฟ้อง และการลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดของจำเลยทั้งสอง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คดีนี้ เดิมทีนายวีระ ยื่นฟ้องผู้บริหารและกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งหมด 12 คน ซึ่งรวมถึงนายนิวัติไชย เกษมมงคลเลขาธิการ ป.ป.ช. คนปัจจุบัน และนายวรวิทย์ สุขบุญอดีตเลขาธิการฯ แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 1,2,5,6,9,10,12 รวม 7 คน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูลความผิดตรง ๆ และระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8,11 ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง

วันสืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่เหลือ 2 คน คือ จำเลยที่ 3 และ 7 (พล.ต.อ.วัชรพล และ สุภา) แต่ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่ผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามกระบวนการพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569

กระทั่งถึงวันพิพากษา เหลือจำเลยที่มีพฤติการณ์ชัดเจนในการลงมติปกปิดข้อมูลขัดคำสั่งศาลเพียง 2 คน คือ พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา ที่ถูกสั่งจำคุก โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว เพื่อสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์

นายวีระ เน้นย้ำภายหลังศาลอาญาฯ ตัดสินคดีว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างตนเองกับ ป.ป.ช. แต่เป็นเรื่องของการปกป้องสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

“คำพิพากษาในวันนี้คือข้อพิสูจน์ว่า ต่อให้คุณจะเป็นบิ๊กตำรวจ เป็นอดีตประธาน ป.ป.ช. หรือเป็นกรรมการองค์กรปราบโกงที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่ถ้าคุณใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่ผิด บิดเบือนกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้อง และท้าทายอำนาจศาล คุณก็ต้องเดินเข้าคุกเหมือนอาชญากรทั่วไป”

เมื่อถูกถามถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศาลลงทัณฑ์จำเลยทั้งสอง นายวีระระบุว่า เป็นเพราะพฤติกรรม “ดื้อแพ่ง” และเล่นเกมการเมืองของ ป.ป.ช. เองที่ส่งหลักฐานแห่งความฉ้อฉลมาให้ศาลเห็นโดยนายวีระชี้ว่า เอกสารที่ ป.ป.ช. ส่งให้หลังจากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิด มีการนำหมึกดำไปป้ายทับ (ถมดำ) ในส่วนที่เป็นความเห็นของเจ้าหน้าที่ไต่สวนรายบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดี

นายวีระ ยังได้ส่งสัญญาณเตือนไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐและคนในองค์กรอิสระทุกคนว่า อย่าใช้วิธี “ซิกแซก” หรือรับคำสั่งที่มิชอบจากผู้มีอำนาจ

“คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ระเบียบภายในของหน่วยงาน หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่สามารถใช้เป็นเกราะกำบังความผิดอาญาได้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิด แต่พวกคุณกลับไปลงมติร่วมกันเพื่อซ่อนเร้นข้อมูล ผลลัพธ์มันจึงจบที่คุก คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ ข้าราชการตัวเล็กตัวใหญ่หลังจากนี้ ถ้าคิดจะช่วยผู้มีอำนาจฟอกขาว ต้องคิดถึงคดีนี้เป็นตัวอย่าง”

แม้ศาลจะให้ประกันตัวจำเลยทั้งสองคนเพื่อสู้คดีต่อ แต่นายวีระยืนยันว่า “ไม่กังวล” และมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีความแน่นหนา พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นโจทก์ร่วมในชั้นศาลอุทธรณ์เพื่อยืนยันให้ลงโทษผู้กระทำความผิดจนถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในสังคมไทยอีกต่อไป

ย้อนรอยมหากาพย์ “นาฬิกาหรูยืมเพื่อน”

คดีดังกล่าวนี้ สืบเนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีภาพหลุดและสาวถึงการครอบครองนาฬิกาแบรนด์เนมรวมกว่า 22 เรือน จนนำมาสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และท้ายที่สุดมีมติ “ตีตก” ไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ด้วยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 เสียง เหตุผลทางข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ใช้ในการฟอกขาวรวมถึงตัวละครสำคัญที่ป.ป.ช. เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร ไม่มีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ

หนึ่ง“ทรัพย์สินของเพื่อน” ไม่ต้องยื่นบัญชี จากการตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคล ป.ป.ช. ระบุว่าพบหลักฐานเชื่อมโยงนาฬิกาจำนวน 21 เรือน จากทั้งหมด 22 เรือน ว่ามีชื่อนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ (หรือเสี่ยคราม)นักธุรกิจชื่อดัง เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วท เป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยนายปัฐวาทเป็นคนชอบสะสมนาฬิกาหรูและมักจะให้กลุ่มเพื่อนสนิทหยิบยืมไปใส่เป็นประจำ ป.ป.ช. จึงเชื่อว่าเป็นการ “ยืมมาใส่” ซึ่งตามกฎหมายขณะนั้น ทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองจากการยืม "ไม่ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" จึงไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

สองป.ป.ช. พยายามขอข้อมูลซีเรียลนัมเบอร์ และชื่อผู้ซื้อนาฬิกาจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ แต่ติดอุปสรรคสำคัญทางกฎหมายเรื่อง “ความผิดสองรัฐ” เนื่องจากในบางประเทศแถบยุโรป การไม่ยื่นหรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ “ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา” ทำให้ทางต่างประเทศปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ป.ป.ช. จึงอ้าง “ข้อมูลไม่ครบถ้วน”และต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักจากหลักฐานที่มีอยู่ภายในประเทศแทน

และ สาม ปมแหวนประดับเป็นมรดก กรณีแหวนประดับอีก 3 วง ที่ไม่มีการยื่นในบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วเชื่อคำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็น “ทรัพย์สินมรดก” ของบิดาที่มารดามอบให้ใส่ในระหว่างดำรงตำแหน่ง จึงไม่มีมูลความผิดเช่นกัน

คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ (ชุดใหญ่) ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนเพราะเป็นคดีสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะนั้น ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมและเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงเจตนา “ขอถอนตัว” ไม่เข้าร่วมประชุมพิจารณาและลงมติในคดีนี้ เพื่อเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

มติที่ออกมา 5 ต่อ 3 เสียง จึงมาจากกรรมการ ป.ป.ช. ที่เหลืออยู่ 8 คน โดยมีอดีตกรรมการอย่าง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ร่วมอยู่ในกลุ่ม 3 เสียงข้างน้อยที่เห็นควรให้เดินหน้าสืบสวนต่อ ก่อนที่ในเวลาต่อมา น.ส.สุภา จะถูกฟ้องกลับในคดีปกปิดเอกสารสำนวนนี้ร่วมกับ พล.ต.อ.วัชรพล เนื่องจากไปร่วมลงมติเห็นชอบให้ “คาดแถบดำ” ปิดบังเนื้อหาสำนวนไม่ให้เปิดเผยแก่ นายวีระ สมความคิด

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
จุดยืนของ พล.ต.อ.วัชรพล เป็นที่เข้าใจได้ว่าใกล้ชิดกับพล.อ.ประวิตร จึงมีแรงจูงใจในการลงมติ “คาดแถบดำ” ปิดบังเนื้อหาสำนวนสอบสวน แต่ น.ส.สุภา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “กรรมการป.ป.ช.น้ำดี” มีชื่อเสียงด้านภาพลักษณ์และความซื่อสัตย์ สร้างผลงานเด่นจากคดีจำนำข้าว อีกทั้งตอนลงลงมติคดีนาฬิกาหรูรอบแรก เธอก็เป็น 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการตีตกคดี แต่เหตุที่ทำให้เธอก้าวพลาดจนต้องมารับโทษจำคุก 3 ปี ร่วมกับ พล.ต.อ.วัชรพล ในคดี “คาดแถบดำ” นั้น วิเคราะห์ได้ว่า เกิดจากการยึดคติ “ความลับทางราชการและคุ้มครองเจ้าหน้าที่”

ทั้งนี้ น.ส.สุภา และกรรมการ ป.ป.ช.ส่วนใหญ่มองว่า การเปิดเผยสำนวนทั้งหมดโดยเฉพาะความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อระบบการทำงาน เจ้าหน้าที่อาจถูกฟ้องกลับหรือถูกคุกคามจนไม่มีใครกล้าทำคดีใหญ่ แม้คดีหลักจะตีตกไปแล้วแต่ข้อมูลบางส่วนอาจเชื่อมโยงกับคดีอื่นหรือบุคคลอื่นที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบอาจทำให้รูปคดีเสีย

อีกประเด็นคือ กรอบความคิดที่ว่า “ข้อบังคับ ป.ป.ช.” อยู่เหนือศาลปกครอง ซึ่งในระเบียบภายในของสำนักงาน ป.ป.ช. มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการห้ามเปิดเผยข้อมูลดิบในสำนวน ซึ่งในการประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่เพื่อพิจารณาว่าจะทำอย่างไรหลังจากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิดเผยข้อมูล น.ส.สุภา เลือกที่จะโหวตให้อยู่ในกลุ่มเสียงข้างมาก (3 ต่อ 2 เสียง) ที่ระบุว่า “ให้เปิดเผยเอกสารได้ แต่ต้องคาดแถบดำปิดทับชื่อและข้อความที่อาจกระทบต่อบุคคลที่สามหรือเจ้าหน้าที่”

นั่นหมายความว่าเธอและกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะนั้นเชื่อโดยสุจริตว่าการใช้วิธีเซนเซอร์หรือคาดแถบดำ เป็นการ “พบกันครึ่งทาง” ที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองแล้ว และยังปกป้องคนทำงานตามหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้ด้วย แต่ทว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่คิดแบบนั้น และมองว่าการทำเช่นนั้นคือเจตนาบิดเบือนและประวิงเวลา ขัดต่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ในมิติทางการเมืองขององค์กรอิสระภายใต้ยุครัฐบาลทหาร แม้ น.ส.สุภา จะมีภาพลักษณ์เด่นเรื่องการปราบโกง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่มาของเธอและกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนั้น ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งมาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การตัดสินใจใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อ “แกนนำรัฐบาล” ในขณะนั้น ย่อมมีความละเอียดอ่อนสูงมาก การเลือกเซนเซอร์เอกสารเพื่อไม่ให้ข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือของนักเคลื่อนไหวอย่าง นายวีระ สมความคิด จึงถูกมองว่าเป็นกลไก **“เซฟองค์กร” และ “เซฟผู้ใหญ่”** ไปพร้อม ๆ กัน

บทสรุปของคดีนี้สำหรับ น.ส.สุภา จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนทำงานตรวจสอบ ข้ออ้างที่ว่า “ทำเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่” หรือ “ทำตามระเบียบภายในองค์กร” ไม่สามารถนำมาใช้หักล้างคำสั่งของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองสูงสุดได้ เมื่อศาลสั่งให้เปิดแต่กลับไปคิดวิธีซิกแซกคาดแถบดำปิดบัง ผลลัพธ์จึงหนีไม่พ้นคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามมาตรา 157

นายวีระ สมความคิด
คำตัดสินศาลปกครองสูงสุด หมุดมัดแน่น

หากย้อนกลับไปพินิจคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนนำมาสู่การตัดสินคดีของศาลอาญาฯ นั้น ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาและคำสั่งยืนยันชัดเจนให้ สำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสำนวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทั้ง 3 รายการ ให้แก่นายวีระ สมความคิด โดยไม่มีเงื่อนไขบิดพลิ้ว โดยมีข้อกฎหมายและเหตุผลรองรับที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก กล่าวคือ

หนึ่ง อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวพ.) : ศาลปกครองสูงสุด ชี้ว่า เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารดังกล่าวแล้ว คำวินิจฉัยนั้นย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540) ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ

สอง ข้ออ้างเรื่อง “ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่” ฟังไม่ขึ้น : ป.ป.ช. พยายามต่อสู้ว่าการเปิดเผยความเห็นของเจ้าหน้าที่รายบุคคลอาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ปลอดภัย หรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานปราบปรามการทุจริต แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีหลัก (คดีนาฬิกาหรู) ได้รับการพิจารณาจนเสร็จสิ้นและมีมติยุติเรื่องไปแล้ว การเปิดเผยข้อมูลจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการขัดขวางการสืบสวนสอบสวน และเป็นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กรอิสระ

และ สาม ต้องเปิดเผย “ทั้งหมด” ห้ามปิดบัง : ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ ป.ป.ช. ส่งมอบเอกสารทั้ง 3 รายการ (รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริง, ความเห็นของเจ้าหน้าที่ทุกคน, และรายงานการประชุม ป.ป.ช.) ในรูปแบบสำเนาที่มีการรับรองสำเนาถูกต้อง โดยต้องมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่การส่งมอบเอกสารที่ถูกปิดบังข้อความสำคัญ

หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ ป.ป.ช. ยังคงมีมติให้ใช้มาตรการ “คาดแถบดำ” หรือถมดำปิดทับข้อความความเห็นเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้นายวีระยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีมาตรการบังคับคดี ผลลัพธ์การบังคับคดี ศาลปกครองกลาง (โดยแนวทางศาลปกครองสูงสุด) จึงได้มีคำสั่งสั่งปรับสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเงินรวม 10,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด

แม้โทษปรับในทางศาลปกครองจะเป็นตัวเงินจำนวนไม่มาก แต่ในทางพฤตินัย คำสั่งศาลปกครองฉบับนี้กลายเป็น “หลักฐานผูกมัดชั้นดี” ที่พิสูจน์ว่า ป.ป.ช. มีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งนายวีระได้นำคำสั่งศาลปกครองนี้ ไปฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกระทั่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตประธาน และกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญาในที่สุด

ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นชัดว่า เมื่อบารมีและดุลอำนาจของเครือข่ายเดิมแปรเปลี่ยนล่มสลายไปตามกาลเวลา กลไกตุลาการย่อมสามารถทำหน้าที่ชำะล้างความฉ้อฉลได้อย่างตรงไปตรงมา.