คดีประวัติศาสตร์ที่สะเทือนเลือนลั่น “นาฬิกาหรูบิ๊กป้อมยืมเพื่อน” ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ตัดสินจำคุกพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ได้ทลายความอหังการไม่สนข้อกังขาจากสังคมขององค์กรอิสระ “ป.ป.ช.” อย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี และเป็นบทเรียนอย่าได้ริอ่านประมาทชายที่ชื่อ “วีระ สมความคิด” เป็นอันขาด!
คำพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ของศาลอาญาฯ ในคดีดังกล่าว ชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประกอบมาตรา 83 โดยศาลชี้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวที่มีเจตนามาตั้งแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการ
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นยาวนานตั้งแต่กรณีการตรวจสอบ “นาฬิกาหรูและแหวนประดับ” ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติ “ตีตก” ไปก่อนหน้านี้ ทางนายวีระ สมความคิด ในฐานะเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) จึงใช้สิทธิตามกฎหมายขอตรวจดูเอกสารในสำนวนการสอบสวน 3 รายการหลัก ได้แก่ 1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด 2.ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบรายบุคคล และ 3.รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
แม้ว่า ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยเอกสารทั้ง 3 รายการ และส่งให้นายวีระ และคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยสั่งให้เปิดเผยแล้ว แต่จำเลยกลับมีพฤติการณ์ “เพิกเฉย” และ “ประวิงเวลา” โดยส่งมอบเอกสารให้ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง มีการปกปิดและขีดฆ่าข้อความสำคัญ โดยเฉพาะความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. รายบุคคล ซึ่งทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญและเกิดความเสียหาย
ศาลจึงวินิจฉัยว่า นายวีระ เป็นผู้เสียหายโดยตรงและมีอำนาจฟ้อง และการลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดของจำเลยทั้งสอง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
คดีนี้ เดิมทีนายวีระ ยื่นฟ้องผู้บริหารและกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งหมด 12 คน ซึ่งรวมถึงนายนิวัติไชย เกษมมงคลเลขาธิการ ป.ป.ช. คนปัจจุบัน และนายวรวิทย์ สุขบุญอดีตเลขาธิการฯ แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 1,2,5,6,9,10,12 รวม 7 คน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูลความผิดตรง ๆ และระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8,11 ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง
วันสืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่เหลือ 2 คน คือ จำเลยที่ 3 และ 7 (พล.ต.อ.วัชรพล และ สุภา) แต่ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่ผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามกระบวนการพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569
กระทั่งถึงวันพิพากษา เหลือจำเลยที่มีพฤติการณ์ชัดเจนในการลงมติปกปิดข้อมูลขัดคำสั่งศาลเพียง 2 คน คือ พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา ที่ถูกสั่งจำคุก โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว เพื่อสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์
นายวีระ เน้นย้ำภายหลังศาลอาญาฯ ตัดสินคดีว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างตนเองกับ ป.ป.ช. แต่เป็นเรื่องของการปกป้องสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
“คำพิพากษาในวันนี้คือข้อพิสูจน์ว่า ต่อให้คุณจะเป็นบิ๊กตำรวจ เป็นอดีตประธาน ป.ป.ช. หรือเป็นกรรมการองค์กรปราบโกงที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่ถ้าคุณใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่ผิด บิดเบือนกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้อง และท้าทายอำนาจศาล คุณก็ต้องเดินเข้าคุกเหมือนอาชญากรทั่วไป”
เมื่อถูกถามถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศาลลงทัณฑ์จำเลยทั้งสอง นายวีระระบุว่า เป็นเพราะพฤติกรรม “ดื้อแพ่ง” และเล่นเกมการเมืองของ ป.ป.ช. เองที่ส่งหลักฐานแห่งความฉ้อฉลมาให้ศาลเห็นโดยนายวีระชี้ว่า เอกสารที่ ป.ป.ช. ส่งให้หลังจากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิด มีการนำหมึกดำไปป้ายทับ (ถมดำ) ในส่วนที่เป็นความเห็นของเจ้าหน้าที่ไต่สวนรายบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดี
นายวีระ ยังได้ส่งสัญญาณเตือนไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐและคนในองค์กรอิสระทุกคนว่า อย่าใช้วิธี “ซิกแซก” หรือรับคำสั่งที่มิชอบจากผู้มีอำนาจ
“คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ระเบียบภายในของหน่วยงาน หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่สามารถใช้เป็นเกราะกำบังความผิดอาญาได้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิด แต่พวกคุณกลับไปลงมติร่วมกันเพื่อซ่อนเร้นข้อมูล ผลลัพธ์มันจึงจบที่คุก คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ ข้าราชการตัวเล็กตัวใหญ่หลังจากนี้ ถ้าคิดจะช่วยผู้มีอำนาจฟอกขาว ต้องคิดถึงคดีนี้เป็นตัวอย่าง”
แม้ศาลจะให้ประกันตัวจำเลยทั้งสองคนเพื่อสู้คดีต่อ แต่นายวีระยืนยันว่า “ไม่กังวล” และมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีความแน่นหนา พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นโจทก์ร่วมในชั้นศาลอุทธรณ์เพื่อยืนยันให้ลงโทษผู้กระทำความผิดจนถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในสังคมไทยอีกต่อไป
ย้อนรอยมหากาพย์ “นาฬิกาหรูยืมเพื่อน”
คดีดังกล่าวนี้ สืบเนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีภาพหลุดและสาวถึงการครอบครองนาฬิกาแบรนด์เนมรวมกว่า 22 เรือน จนนำมาสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และท้ายที่สุดมีมติ “ตีตก” ไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ด้วยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 เสียง เหตุผลทางข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ใช้ในการฟอกขาวรวมถึงตัวละครสำคัญที่ป.ป.ช. เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร ไม่มีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ
หนึ่ง“ทรัพย์สินของเพื่อน” ไม่ต้องยื่นบัญชี จากการตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคล ป.ป.ช. ระบุว่าพบหลักฐานเชื่อมโยงนาฬิกาจำนวน 21 เรือน จากทั้งหมด 22 เรือน ว่ามีชื่อนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ (หรือเสี่ยคราม)นักธุรกิจชื่อดัง เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วท เป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยนายปัฐวาทเป็นคนชอบสะสมนาฬิกาหรูและมักจะให้กลุ่มเพื่อนสนิทหยิบยืมไปใส่เป็นประจำ ป.ป.ช. จึงเชื่อว่าเป็นการ “ยืมมาใส่” ซึ่งตามกฎหมายขณะนั้น ทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองจากการยืม "ไม่ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" จึงไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
สองป.ป.ช. พยายามขอข้อมูลซีเรียลนัมเบอร์ และชื่อผู้ซื้อนาฬิกาจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ แต่ติดอุปสรรคสำคัญทางกฎหมายเรื่อง “ความผิดสองรัฐ” เนื่องจากในบางประเทศแถบยุโรป การไม่ยื่นหรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ “ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา” ทำให้ทางต่างประเทศปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ป.ป.ช. จึงอ้าง “ข้อมูลไม่ครบถ้วน”และต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักจากหลักฐานที่มีอยู่ภายในประเทศแทน
และ สาม ปมแหวนประดับเป็นมรดก กรณีแหวนประดับอีก 3 วง ที่ไม่มีการยื่นในบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วเชื่อคำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็น “ทรัพย์สินมรดก” ของบิดาที่มารดามอบให้ใส่ในระหว่างดำรงตำแหน่ง จึงไม่มีมูลความผิดเช่นกัน
คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ (ชุดใหญ่) ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนเพราะเป็นคดีสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะนั้น ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมและเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงเจตนา “ขอถอนตัว” ไม่เข้าร่วมประชุมพิจารณาและลงมติในคดีนี้ เพื่อเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
มติที่ออกมา 5 ต่อ 3 เสียง จึงมาจากกรรมการ ป.ป.ช. ที่เหลืออยู่ 8 คน โดยมีอดีตกรรมการอย่าง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ร่วมอยู่ในกลุ่ม 3 เสียงข้างน้อยที่เห็นควรให้เดินหน้าสืบสวนต่อ ก่อนที่ในเวลาต่อมา น.ส.สุภา จะถูกฟ้องกลับในคดีปกปิดเอกสารสำนวนนี้ร่วมกับ พล.ต.อ.วัชรพล เนื่องจากไปร่วมลงมติเห็นชอบให้ “คาดแถบดำ” ปิดบังเนื้อหาสำนวนไม่ให้เปิดเผยแก่ นายวีระ สมความคิด
จุดยืนของ พล.ต.อ.วัชรพล เป็นที่เข้าใจได้ว่าใกล้ชิดกับพล.อ.ประวิตร จึงมีแรงจูงใจในการลงมติ “คาดแถบดำ” ปิดบังเนื้อหาสำนวนสอบสวน แต่ น.ส.สุภา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “กรรมการป.ป.ช.น้ำดี” มีชื่อเสียงด้านภาพลักษณ์และความซื่อสัตย์ สร้างผลงานเด่นจากคดีจำนำข้าว อีกทั้งตอนลงลงมติคดีนาฬิกาหรูรอบแรก เธอก็เป็น 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการตีตกคดี แต่เหตุที่ทำให้เธอก้าวพลาดจนต้องมารับโทษจำคุก 3 ปี ร่วมกับ พล.ต.อ.วัชรพล ในคดี “คาดแถบดำ” นั้น วิเคราะห์ได้ว่า เกิดจากการยึดคติ “ความลับทางราชการและคุ้มครองเจ้าหน้าที่”
ทั้งนี้ น.ส.สุภา และกรรมการ ป.ป.ช.ส่วนใหญ่มองว่า การเปิดเผยสำนวนทั้งหมดโดยเฉพาะความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อระบบการทำงาน เจ้าหน้าที่อาจถูกฟ้องกลับหรือถูกคุกคามจนไม่มีใครกล้าทำคดีใหญ่ แม้คดีหลักจะตีตกไปแล้วแต่ข้อมูลบางส่วนอาจเชื่อมโยงกับคดีอื่นหรือบุคคลอื่นที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบอาจทำให้รูปคดีเสีย
อีกประเด็นคือ กรอบความคิดที่ว่า “ข้อบังคับ ป.ป.ช.” อยู่เหนือศาลปกครอง ซึ่งในระเบียบภายในของสำนักงาน ป.ป.ช. มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการห้ามเปิดเผยข้อมูลดิบในสำนวน ซึ่งในการประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่เพื่อพิจารณาว่าจะทำอย่างไรหลังจากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิดเผยข้อมูล น.ส.สุภา เลือกที่จะโหวตให้อยู่ในกลุ่มเสียงข้างมาก (3 ต่อ 2 เสียง) ที่ระบุว่า “ให้เปิดเผยเอกสารได้ แต่ต้องคาดแถบดำปิดทับชื่อและข้อความที่อาจกระทบต่อบุคคลที่สามหรือเจ้าหน้าที่”
นั่นหมายความว่าเธอและกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะนั้นเชื่อโดยสุจริตว่าการใช้วิธีเซนเซอร์หรือคาดแถบดำ เป็นการ “พบกันครึ่งทาง” ที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองแล้ว และยังปกป้องคนทำงานตามหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้ด้วย แต่ทว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่คิดแบบนั้น และมองว่าการทำเช่นนั้นคือเจตนาบิดเบือนและประวิงเวลา ขัดต่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ในมิติทางการเมืองขององค์กรอิสระภายใต้ยุครัฐบาลทหาร แม้ น.ส.สุภา จะมีภาพลักษณ์เด่นเรื่องการปราบโกง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่มาของเธอและกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนั้น ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งมาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การตัดสินใจใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อ “แกนนำรัฐบาล” ในขณะนั้น ย่อมมีความละเอียดอ่อนสูงมาก การเลือกเซนเซอร์เอกสารเพื่อไม่ให้ข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือของนักเคลื่อนไหวอย่าง นายวีระ สมความคิด จึงถูกมองว่าเป็นกลไก **“เซฟองค์กร” และ “เซฟผู้ใหญ่”** ไปพร้อม ๆ กัน
บทสรุปของคดีนี้สำหรับ น.ส.สุภา จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนทำงานตรวจสอบ ข้ออ้างที่ว่า “ทำเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่” หรือ “ทำตามระเบียบภายในองค์กร” ไม่สามารถนำมาใช้หักล้างคำสั่งของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองสูงสุดได้ เมื่อศาลสั่งให้เปิดแต่กลับไปคิดวิธีซิกแซกคาดแถบดำปิดบัง ผลลัพธ์จึงหนีไม่พ้นคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามมาตรา 157
คำตัดสินศาลปกครองสูงสุด หมุดมัดแน่น
หากย้อนกลับไปพินิจคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนนำมาสู่การตัดสินคดีของศาลอาญาฯ นั้น ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาและคำสั่งยืนยันชัดเจนให้ สำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสำนวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทั้ง 3 รายการ ให้แก่นายวีระ สมความคิด โดยไม่มีเงื่อนไขบิดพลิ้ว โดยมีข้อกฎหมายและเหตุผลรองรับที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก กล่าวคือ
หนึ่ง อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวพ.) : ศาลปกครองสูงสุด ชี้ว่า เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารดังกล่าวแล้ว คำวินิจฉัยนั้นย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540) ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ
สอง ข้ออ้างเรื่อง “ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่” ฟังไม่ขึ้น : ป.ป.ช. พยายามต่อสู้ว่าการเปิดเผยความเห็นของเจ้าหน้าที่รายบุคคลอาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ปลอดภัย หรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานปราบปรามการทุจริต แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีหลัก (คดีนาฬิกาหรู) ได้รับการพิจารณาจนเสร็จสิ้นและมีมติยุติเรื่องไปแล้ว การเปิดเผยข้อมูลจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการขัดขวางการสืบสวนสอบสวน และเป็นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กรอิสระ
และ สาม ต้องเปิดเผย “ทั้งหมด” ห้ามปิดบัง : ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ ป.ป.ช. ส่งมอบเอกสารทั้ง 3 รายการ (รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริง, ความเห็นของเจ้าหน้าที่ทุกคน, และรายงานการประชุม ป.ป.ช.) ในรูปแบบสำเนาที่มีการรับรองสำเนาถูกต้อง โดยต้องมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่การส่งมอบเอกสารที่ถูกปิดบังข้อความสำคัญ
หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ ป.ป.ช. ยังคงมีมติให้ใช้มาตรการ “คาดแถบดำ” หรือถมดำปิดทับข้อความความเห็นเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้นายวีระยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีมาตรการบังคับคดี ผลลัพธ์การบังคับคดี ศาลปกครองกลาง (โดยแนวทางศาลปกครองสูงสุด) จึงได้มีคำสั่งสั่งปรับสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเงินรวม 10,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด
แม้โทษปรับในทางศาลปกครองจะเป็นตัวเงินจำนวนไม่มาก แต่ในทางพฤตินัย คำสั่งศาลปกครองฉบับนี้กลายเป็น “หลักฐานผูกมัดชั้นดี” ที่พิสูจน์ว่า ป.ป.ช. มีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งนายวีระได้นำคำสั่งศาลปกครองนี้ ไปฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกระทั่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตประธาน และกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญาในที่สุด
ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นชัดว่า เมื่อบารมีและดุลอำนาจของเครือข่ายเดิมแปรเปลี่ยนล่มสลายไปตามกาลเวลา กลไกตุลาการย่อมสามารถทำหน้าที่ชำะล้างความฉ้อฉลได้อย่างตรงไปตรงมา.

