xs
xsm
sm
md
lg

จาก “นาฬิกาหรู” สู่ “หจก.บุรีเจริญฯ” “ศักดิ์สยาม” มีหนาว!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 เชื้อไฟจาก “คดีนาฬิกาหรู” กำลังลามทุ่งไปกลายเป็นพิมพ์เขียวชิ้นเอก ที่ฝ่ายค้านนำมาใช้เป็นโมเดลในการลาก ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันขึ้นเขียงในคดีป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องปม “ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ


หากพิจารณาในเชิงลึก คดีซุกหุ้นบุรีเจริญฯ มีความเหมือนราวกับคู่แฝดคดีนาฬิกาหรู และอาจมีจุดจบที่ “คุก” ก็อาจเป็นไปได้สูงยิ่ง เมื่อพินิจจากปมขัดแย้งมติ ป.ป.ช. สวนทางศาลสูง โดยคดีนาฬิกาหรูรอดเพราะตรรกะ “ยืมเพื่อนใส่” ส่วนคดีศักดิ์สยาม ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องโดยอ้างเอกสารทะเบียนพาณิชย์ว่าไม่มีเจตนาปกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยชัดแจ้งว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนและให้นอมินีถือแทนจนต้องพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี การวินิจฉัยสวนทางศาลสูงเช่นนี้ ทำให้ ป.ป.ช. หนีไม่พ้นข้อครหาจากสังคมว่ากำลังทำหน้าที่ “โรงงานฟอกขาว” ให้กับนักการเมืองขั้วอำนาจปัจจุบัน

ถัดมาคือ ความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดมาตรา 157 ที่ “ห้ามใช้มุกถมดำ” ทั้งนี้ ตามบรรทัดฐานคดีนาฬิกาหรูบีบให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด หากฝ่ายค้านหรือประชาชนใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ขอดูสำนวนคดีบุรีเจริญฯ ป.ป.ช. จะตกที่นั่งลำบากทันที เพราะหากส่งเอกสาร “ถมดำ” มาอีก ก็ย่อมเดินเข้าคุกตามรอยคดีนาฬิกา แต่ถ้าเปิดเผยหมดเปลือก ไส้ในและพยานหลักฐานก็อาจจะถูกนำไปใช้ฟ้องคดีอาญา เรียกได้ว่า “เปิดก็พัง ไม่เปิดก็คุก”

ที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดคือ ความเสื่อมของอำนาจและบารมี ไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่จะค้ำจุน “ค่ายสีน้ำเงิน” ตลอดไป เช่นเดียวกับอำนาจของ “บิ๊กป้อม” ที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา บารมีของค่ายเซราะกราว (ภูมิใจไทย) ในวันนี้ ย่อมมีวันเสื่อมถอยลงในวันข้างหน้า คำพิพากษาคุก 3 ปีอดีตบิ๊ก ป.ป.ช. คดีนาฬิกาหรูเพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ย่อมทำให้กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันหวาดผวา เพราะเห็นแล้วว่าในอนาคตหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว หรืออำนาจของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันถดถอยลง มติเอกฉันท์ที่เคยช่วยอุ้มนักการเมืองไว้ อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ย้อนกลับมาทำให้ต้องเดินเข้าคุกหลังพ้นจากตำแหน่งได้เช่นกัน

ตามมาเปิดโผรายชื่อกรรมการ ป.ป.ช. เสียงเอกฉันท์กันสักหน่อยว่ามีใครบ้างที่อยู่ใน **“Red Zone”** เพื่อบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของการตรวจสอบ

มติเอกฉันท์ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยามเมื่อเดือนกันยายน 2568 นั้น มีรายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 6 คน ที่ร่วมลงมติและกำลังตกเป็นเป้าหมายหลักในการถูกยื่นเช็กบิล ประกอบด้วย

นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. คนปัจจุบัน) นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ (กรรมการ ป.ป.ช.) นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ (กรรมการ ป.ป.ช. / อดีตอธิบดีกรมการปกครอง) นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง (กรรมการ ป.ป.ช. / อดีตรองประธานศาลฎีกา) นายประภาศ คงเอียด (กรรมการ ป.ป.ช. / อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง) นางสุวณา สุวรรณจูฑะ (แม้จะพ้นตำแหน่งเมื่อพฤศจิกายน 2568 แต่ในช่วงลงมติเดือนกันยายนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ จึงต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย)

สำหรับกรรมการอีก 3 คน คือนายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง, นายสุชาติ สุนทรีเกษม และนายมนูภาน ยศธแสนย์ถือว่า “รอดพ้น” เพราะเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งภายหลังมติดังกล่าวเสร็จสิ้นไปแล้ว

คดีนี้เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาขยับเกมรุกฆาตอย่างเป็นทางการ เพื่อยื่นเช็กบิลคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะที่ลงมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยนายพริษฐ์ เปิดเผยว่า ร่างคำร้องอย่างเป็นทางการเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้ว และได้ส่งเวียนให้พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมด รวมถึงกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีความประสงค์ร่วมอุดมการณ์เพื่อตรวจทานเนื้อหาให้รัดกุมที่สุด

จากนั้นในต้นเดือนมิถุนายน 2569 นายพริษฐ์และแกนนำฝ่ายค้านจะนำรายชื่อ สส. และ สว. ทั้งหมด ยื่นตรงต่อประธานรัฐสภา เพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาในการตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" เพื่อทำการสอบสวนและเอาผิดคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

ประเด็นที่นายพริษฐ์ นำมาขยี้จนกลายเป็นประเด็นแหลมคมที่สุดในเวลานี้ คือการตรวจสอบเอกสารแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. อย่างละเอียด แล้วพบสิ่งผิดปกติในเชิงกระบวนการทำงานอย่างร้ายแรง นั่นคือ "จากการตรวจค้นรายละเอียดในเอกสารแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ทุกบรรทัด เรากลับไม่พบพยานหลักฐานหรือข้อความใด ๆ ที่ระบุว่าได้มีการเปิดกระบวนการไต่สวนเกิดขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมการไต่สวน และไม่มีคำว่า 'ไต่สวน' ปรากฏอยู่เลยแม้แต่คำเดียวในแถลงการณ์ฉบับนั้น"

ฝ่ายค้านจึงตั้งข้อสงสัยว่า ป.ป.ช. ใช้กลวิธีใดในการด่วนสรุปปัดตกยกคำร้องคดีนี้ ทั้ง ๆ ที่มีข้อเท็จจริงชุดเดียวกันจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลสูงที่ชี้มูลความผิดชัดเจนไปแล้ว แต่ทำไม ป.ป.ช. ถึงประเมินว่าข้อเท็จจริงนั้น “ไม่เพียงพอ” แม้กระทั่งจะเปิดกระบวนการไต่สวนเบื้องต้น เรื่องนี้จึงมีเหตุอันควรสงสัยในเจตนาว่าเป็นการ "ฟอกขาว" หรือไม่ และกลายมาเป็นฐานความผิดสำคัญในร่างคำร้องยื่นศาลฎีกา

นอกจากการเดินเกมทางกฎหมายแล้ว นายพริษฐ์ยังใช้กลไกทางสภาฯ บีบให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยความจริง โดยในการประชุมวิปฝ่ายค้าน ได้มีการเชิญตัวแทนจากสำนักงาน ป.ป.ช. เข้ามาชี้แจงข้อซักถามแบบเผชิญหน้า เพื่อขอความชัดเจนว่าสรุปแล้วได้มีการสืบสวนสอบสวนจริงหรือไม่

เกมของ “ไอติม – พริษฐ์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการเดินตามรอยโมเดล “วีระ สมความคิด” อย่างเป็นระบบ ยิ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพิ่งสั่งจำคุกอดีตบิ๊ก ป.ป.ช. คดีนาฬิกาหรูไปสด ๆ ร้อน ๆ ร่างคำร้องของนายพริษฐ์ ที่กำลังจะยื่นในสัปดาห์หน้า ย่อมเป็นเสมือน "ค้อนปอนด์เหล็ก" ที่ทุบเข้ากลางหัวใจของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน

เรื่องนี้จึงชวนให้สังคมไทยต้องจับตาว่าองค์กรปราบโกงอย่าง ป.ป.ช. จะกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเองอีกครั้งหรือไม่?.