xs
xsm
sm
md
lg

'ไชยชนก' ยันเดินหน้า TH-AI Passport เปิดวิธีลงทะเบียน-ขั้นตอนใช้งาน มิ.ย.69

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'ไชยชนก' ยันเดินหน้า TH-AI Passport 5 ล้านสิทธิ์ เริ่มโปรโมตสัปดาห์หน้า เปิดวิธีลงทะเบียน-ขั้นตอนใช้งาน มิ.ย.69 ดันคนไทยใช้ AI เพิ่มทักษะงาน ยกระดับ Productivity ประเทศ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระทรวงดีอีเตรียมทยอยประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการอย่างเป็นทางการภายในเดือน มิ.ย.69 โดยหลังสัปดาห์หน้าจะเริ่มเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ทั้งคุณภาพของบริการ วิธีการใช้งาน และขั้นตอนการลงทะเบียน ซึ่งจะออกแบบให้ไม่ยุ่งยาก เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้สะดวกที่สุด

นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังเดินหน้าตามเป้าหมายเดิม 5 ล้านสิทธิ์ และไม่มีความจำเป็นต้องชะลอโครงการ แม้จะมีข้อกังวลหรือการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เนื่องจากกระทรวงมั่นใจว่าโครงการดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน และเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพประชาชนไทยในยุค AI ทั้งนี้ หากผลตอบรับดีและมีการใช้งานจริงในวงกว้าง โครงการนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการขยายผลในระยะต่อไป

สำหรับเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ์ รัฐมนตรีดีอีอธิบายว่า ถือเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับโครงการทดลองก่อนหน้านี้ที่เคยเปิดให้ใช้งาน Google Gemini เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งแม้จะเปิดแบบไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน แต่มีผู้สมัครเข้าร่วมเพียง 2 แสนกว่าราย โดยในครั้งนั้นมีกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-23 ปีเป็นหลัก ดังนั้น การตั้งเป้าหมายครั้งนี้จึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการขยายการเข้าถึง AI ให้กว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายไชยชนก กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะระดับการใช้งาน AI ของแรงงานไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยโลก โดยอ้างอิงข้อมูล Global AI Adoption ปี 2024 พบว่า แรงงานไทยเข้าถึง AI เพียงกว่า 10% ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 23% และสิงคโปร์อยู่ที่ 69% ส่วนค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ประมาณกว่า 16% สะท้อนว่าไทยยังต่ำกว่า Global Benchmark และต้องเร่งยกระดับการใช้งาน AI ให้ทันการแข่งขันของโลก

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้ประชาชนเข้าถึง AI เท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพจริงในชีวิตประจำวัน การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเรียนรู้เรื่อง Prompting การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ สร้างงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูลรูปแบบใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ดีอี' จ่อเปิดตัว 'AI Passport' เดือน มิ.ย.69 ให้คนไทยใช้ AI ตัวดังฟรี
แกะทีโออาร์ 'AI Passport' ให้คนไทย 15 ปีขึ้นไปใช้ AI ตัวท็อปฟรี
'ไชยชนก' คอนเฟิร์ม TH-AI Passport โปร่งใส ใช้งบ 1.6 พันล้านคุ้มค่า

ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและบริษัทที่ได้รับงาน นายไชยชนกชี้แจงว่า ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดทำ TOR แต่อย่างใด โดยเมื่อมีข่าวและข้อสงสัยเกิดขึ้น ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และได้รับรายงานว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกช่องทาง หากหน่วยงานตรวจสอบเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม

"รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้า ความโปร่งใส และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ได้รับงาน ควรให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการโดยตรงเป็นผู้ชี้แจงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนปฏิบัติของหน่วยงาน ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่จะเข้าไปกำกับหรือแทรกแซงโดยตรง" นายไชยชนก กล่าว

ส่วนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล นายไชยชนก อธิบายว่า ต้องแยกข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตน และข้อมูลการใช้งานเพื่อพัฒนาโมเดลภาษาไทย โดยการยืนยันตัวตนมีความจำเป็นเพื่อบริหารจัดการสิทธิ์ที่มีจำนวนจำกัด ป้องกันการใช้สิทธิ์ซ้ำ และทำให้สิทธิ์ตกถึงประชาชนไทยจริง ขณะที่ข้อมูลการใช้งานที่จะนำไปใช้พัฒนา Thai Model จะเป็นข้อมูลแบบ Anonymous หรือไม่ระบุตัวบุคคล ได้แก่ Prompt คำถาม และคำตอบ ที่ถูกแยกออกจากข้อมูลระบุตัวตนแล้ว

นายไชยชนก กล่าวว่า ข้อมูลในโครงการนี้จะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย และโมเดลต่างประเทศที่เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฝึกหรือพัฒนาโมเดลของตนเองในต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา Sovereign Model หรือโมเดล AI ของไทยในอนาคต เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถของตนเอง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว

ส่วนข้อสังเกตว่าเหตุใดโครงการจึงถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังจากกระบวนการเดินหน้าไปมากแล้ว นายไชยชนกชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาปกปิดหรือเลือกเปิดเผยภายหลัง แต่เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการอย่างเร่งรัด เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นทันตามกรอบเวลา โดยไม่มีคำสั่งให้หลีกเลี่ยงการประชาสัมพันธ์หรือชะลอการเปิดเผยข้อมูล

"โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่นโยบายที่เกิดจากรัฐบาลก่อนหน้า แต่เป็นแนวคิดที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงเข้ามาทำงานในรอบก่อน โดยอยู่ภายใต้นโยบาย AI Adoption และ AI Literacy ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของกระทรวงดีอีในการยกระดับความรู้และการใช้งาน AI ของประชาชน" นายไชยชนก กล่าว

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ นายไชยชนกกล่าวว่า โดยหลักต้องการเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง แต่จะให้ความสำคัญกับกลุ่ม First Jobber และคนรุ่นที่อยู่ในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเรียนจบ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กำลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสามารถใช้ AI เพิ่มศักยภาพการทำงานได้ทันที

นอกจากนี้ เดิมเคยมีข้อเสนอให้แบ่งสิทธิ์บางส่วนแก่หน่วยงานราชการ แต่นายไชยชนกเห็นว่าไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะโครงการนี้ควรเป็นสิทธิ์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การกันโควตาให้หน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรใดเป็นพิเศษ ดังนั้น สิทธิ์ทั้งหมดควรถูกเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนอย่างเป็นธรรม

นายไชยชนกมองว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า จากตัวเลขที่เห็น กระทรวงสามารถทำต้นทุนได้ต่ำกว่าสิงคโปร์ถึงประมาณ 20 เท่า และไม่ว่าเงินที่ใช้จะมาจากกองทุนหรือหน่วยงานใด ในมุมส่วนตัวถือเป็นเงินของแผ่นดินทั้งสิ้น จึงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

"หากต้องการยกระดับศักยภาพประเทศให้ทันโลก AI และเพิ่ม Productivity ของประเทศ โครงการลักษณะนี้อาจจำเป็นต้องมีมูลค่าสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัย แรงงานหดตัว และจำนวนคนเกิดน้อยกว่าคนตาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังผลิตของประเทศในอนาคต หากไม่เร่งเพิ่มผลิตภาพของแรงงานแต่ละคน GDP อาจลดลง และไทยอาจแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ยากขึ้น" นายไชยชนก กล่าว

สำหรับแนวคิด Learn to Earn นายไชยชนกระบุว่า เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของโครงการ โดยต้องออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานอย่างน้อย 5 ล้านสิทธิ์ และหากมีผู้ใช้งานจริงในสัดส่วนสูง เช่น 50% ของจำนวนสิทธิ์ทั้งหมด จะช่วยผลักดันระดับ AI Adoption ของไทยให้ข้ามเกณฑ์ Benchmark ปัจจุบันได้

"สิ่งที่หนักใจไม่ใช่กระแสวิจารณ์ แต่เป็นความกังวลว่าโครงการที่มีประโยชน์อาจไม่ประสบความสำเร็จ หากประชาชนไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ หรือไม่เข้ามาใช้งานจริง ดังนั้น กระทรวงจึงต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น และเชิญชวนให้เข้ามาร่วมพิสูจน์คุณค่าของโครงการผ่านการใช้งานจริง" นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องการความโปร่งใสเช่นเดียวกัน และเมื่อเห็นข่าวหรือข้อสงสัยก็ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงานทันที หากต้องตรวจสอบก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ขอให้แยกประเด็นเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใสออกจากคุณค่าของโครงการ เพราะในมุมของส่วนตัว โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี คุ้มค่า และมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและเศรษฐกิจไทย

ส่วนรายละเอียดเรื่องเกณฑ์การลงทะเบียน การจัดสรรโควตา 5 ล้านสิทธิ์ ช่องทางการใช้งาน และตัวเลขงบประมาณที่มีการตั้งข้อสังเกตระหว่าง 1,621 ล้านบาท กับ 1,645 ล้านบาท นายไชยชนกกล่าวว่า จะให้นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และไม่เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยกระทรวงจะทยอยสื่อสารรายละเอียดทั้งหมดหลังจากสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป