xs
xsm
sm
md
lg

นี่ไงที่ "เสี่ยหนู" บอก-ซักฟอก “TH AI Passport”1.6 พันล้าน กลุ่มทุนคนกันเอง..รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยย!! ** ดีเดย์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. “หม่อมกร” คว้าเบอร์ 1“ชัชชาติ”เบอร์ 9 “ดร.โจ”พรรคส้ม เบอร์10 “อนุชา” ปชป.เบอร์ 5

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ไชยชนก ชิดชอบ - ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ นี่ไงที่ "เสี่ยหนู" บอก-ซักฟอก “TH AI Passport”1.6 พันล้าน กลุ่มทุนคนกันเอง..รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยย!!

สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (28 พ.ค.)เดือดปุดๆ เมื่อมีเหตุซักฟอกโครงการหรูหราหมาเห่า “ไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต” (TH AI Passport) มูลค่าสูงลิ่วถึง 1,621 ล้านบาท ที่อ้างว่าจะอัปสกิลการใช้งาน AI ระดับท็อปให้คนไทย 5 ล้านคน

งานนี้ถือเป็นมวยถูกคู่ระหว่างเจ้ากระทรวงดีอี “ไชยชนก ชิดชอบ” ทายาทสายตรงค่ายเซราะกราวบุรีรัมย์ กับ สส.บัญชีรายชื่อฝั่งค้านพรรคประชาชน อย่าง “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ”

"ภาวุธ" เปิดฉากฉะกลางสภาแบบไม่อ้อมค้อมว่า โครงการระดับพันล้านแบบนี้ ปกติต้องใช้เวลาศึกษากันอย่างต่ำ 3-6 เดือน แต่ทว่าโปรเจกต์นี้กลับมี “อภินิหารความเร็วแสง” ตั้งแต่ตั้งไข่ ประกวดราคา e-bidding ยันยื่นซองจบกระบวนความภายในเวลาแค่ 34 วัน!

ไชยชนก ชิดชอบ
แถมไส้ในของเงินงบประมาณ ก็พิลึกพิลั่น เพราะเป็นการใช้ช่องทางพิเศษดึงเงินจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (สดช.) มาหารเฉลี่ยแจกหัวละ 300 บาท ซึ่ง “ภาวุธ” ตราหน้าชัดๆ ว่าเป็นโมเดล “ตั้งเรื่องเอง ชงเอง อนุมัติเอง” โดยไม่เคยถามประชาชนเลยสักคำ ว่าอยากได้พาสปอร์ต AI นี้จริงไหม?

ความพีก คือ ลักษณะที่บ่งบอกถึงอาการ “ล็อกสเปก” ระดับเทพผ่านความบังเอิญ 4 ประการ ที่ส่อเค้าทุจริตเชิงนโยบายอย่างรุนแรง

ความบังเอิญข้อแรกคือ ความเร็ว 34 วันดังกล่าว, สอง มีการระบุใน TOR ว่า ต้องโฆษณาผ่านจอดิจิทัลสื่อโฆษณานอกบ้านที่หันซ้ายหันขวาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “แพลนบี” กลุ่มทุนสื่อโฆษณานอกบ้านที่รองรับเงื่อนไขนี้?

ความบังเอิญข้อสาม บริษัทที่ชนะการประมูลก็คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า และกลุ่มบริษัทที่เข้ามาทำหน้าที่วางราคากลาง กลับเป็นกลุ่มเดียวกันที่เข้ามาร่วมยื่นซองเสนอราคากันเอง และชนะไปในราคาที่เบียดเฉียดฉิว

และ สี่ นอกจากนี้ยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้เป็น 3 บริษัทเดียวกับที่เข้าทำราคากลางใน บิ๊กโปรเจกต์ กระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท และยังเป็นกลุ่มที่ชนะงาน “โมโตจีพี บุรีรัมย์” ซึ่งสะท้อนชัดถึงความเชื่อมโยงกับทุนใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
"ภาวุธ" ตอกย้ำว่า วันนี้คนไทยจำเป็นต้องใช้ AI เวอร์ชันท็อปราคาแพงหูฉี่ ถึง 5 ล้านคนจริงหรือ ? สู้เอาเงิน 1,500 ล้านบาท ไปปรับแผนจัดซื้อเป็นระบบ Token-based จ่ายตามการใช้งานจริง คาดว่า จะใช้เงินแค่ 100-200 ล้านบาท ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องละเลงงบพันล้านไปนอนแช่ไว้ให้บริษัทตัวกลางกินส่วนต่าง โดยที่ประเทศไทยไม่ได้สิทธิ์ให้บริษัทแม่เทคโนโลยีมาตั้งแล็บวิจัยในประเทศเหมือนชาติอื่นเขาเลยสักนิด

โดนชำแหละซึ่งหน้าอย่างนี้ “ไชยชนก ชิดชอบ” ลุกขึ้นชี้แจง อ้างเหตุผลถึงความจำเป็นเร่งด่วน ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว แรงงานลดลงอย่างน่าใจหาย รัฐบาลจึงต้องรีบเข็นเทคโนโลยี AI มาเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศอย่างเร่งด่วน

และเหตุที่ต้องล้วงเงินกองทุน สดช. มาใช้แทนงบประมาณแผ่นดินปกตินั้น เพราะ“รัฐบาลอนุทิน 1” เพิ่งจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งไม่ทันการจัดทำงบประมาณประจำปี 2569

ฟัง"ไชยชนก"ชี้แจงดูดี มีหลักการ คล้ายจะเคลียร์ แต่อย่างที่รู้กันในแวดวงการเมืองคำว่า "ถูกกฎหมาย" กับคำว่า "คุ้มค่าโปร่งใส" มักจะเดินสวนทางกันเสมอ

งานนี้อย่างที่เคยบอกไป “กิจการค้าร่วมทีเอช” คู่สัญญาในโครงการนี้ ถ้าแกะไส้ในดูพันธมิตร 3 ประสานแล้ว ตั้งแต่บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC ร่างอวตารของ “บอย สกาย” เจ้าพ่อไอทีงานรัฐเบอร์หนึ่งยุคนี้ที่ถือหุ้นใหญ่อันดับสองใน TKC อยู่เกือบ 20% พี่ใหญ่หัวขบวนที่ออกหน้ารับงานและเชี่ยวชาญการทำราคากลางบิ๊กโปรเจกต์

ขณะที่ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ที่ตั้งสำนักงานอยู่บนตึกใหญ่ของ “บี แพลนบี” (PLANB) ยักษ์ใหญ่สื่อโฆษณานอกบ้านที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่มานั่งคุมบอร์ดด้วยตัวเอง บริษัท โกลิ้งค์ ออนไลน์ จำกัด แนวร่วมเครือข่ายพันธมิตรไอที ร่วมทีมยื่นซองเสนอราคาในนามกลุ่มกิจการร่วมค้า... เห็นภาพชัดหรือยัง!?

นี่คือภาพสิ่งที่รัฐมนตรีหนุ่มจาก "ค่ายบุรีรัมย์" ไม่ได้พูดในสภา แต่จัดงบก้อนโตผ่านช่องทางพิเศษของกองทุน สดช. ประเคนลงขันส่งตรงถึงมือ "บอย สกาย" และ "บี แพลนบี" ที่สายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "ค่ายน้ำเงิน"

ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนต้องประหยัดมัตถยัสถ์ แต่รัฐบาลกลับมีเงินเหลือเฟือทำโครงการ TH AI Passport ถึง 1,621 ล้าน แล้วยังมีเครื่องหมายคำถามถึง “กลุ่มทุนคนกันเอง” ได้งาน แบบนี้หรือเปล่าที่ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ จะทำให้แบบต้องตะโกนร้อง...รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยยย!

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
++ ดีเดย์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. “หม่อมกร” คว้าเบอร์ 1“ชัชชาติ”เบอร์ 9 “ดร.โจ”พรรคส้ม เบอร์10 “อนุชา” ปชป.เบอร์ 5

เปิดสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. วันแรกเมื่อเช้าวานนี้ (28 พ.ค.) บรรยากาศคึกคักตามคาด ทั้งกลุ่มกองเชียร์ ผู้สมัครในนามพรรคการเมือง และผู้สมัครอิสระ ต่างมุ่งไปที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ซึ่งเป็นที่เปิดรับสมัคร

ไฮไลต์แนวบันเทิง น่าจะอยู่ในกลุ่ม "พี่เต้" มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พาทีม “กรุงเทพบินได้” ส่ง “ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์” หรือ “หน่อง” มาเป็นผู้สมัคร

เรื่องโชว์วิดพื้นแสดงความแข็งแกร่งนั้นมีอยู่แล้ว ส่วนนโยบายเพื่อคนกรุงเทพ ก็มี คลองแสนแสบดื่มได้ ...รถบินได้ 1 แสน คันลดปัญหาการจราจร...ตั้งสำนักจัดหาคู่ส่งเสริมการเกิด...ซื้อโรงกลั่น ลดราคาน้ำมัน...

มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
“พี่เต้” บอกว่านโยบายเหล่านี้ ถ้าผู้สมัครคนใดบอกว่า.. โม้...ทำไม่ได้ นั่นแสดงว่า คนนั้นไม่มีความสามารถ!

ส่วนในการสมัครรับเลือกตั้งนั้น ตามกติกาใครมาก่อนเวลา 08.30 น. จะต้องจับสลาก เพื่อให้ได้หมายเลขประจำตัวก่อนยื่นใบสมัคร พร้อมเอกสารประกอบ

โดยมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ผอ.การเลือกตั้งฯ จะจับสลากรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร เพื่อให้ได้ลำดับว่าที่ผู้สมัคร ที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 ให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัว เพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

ปรากฏว่า “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ผู้สมัครในนามอิสระ ได้หมายเลข 1 , “นายสมัย ละเลิศ” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 2, “นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพรหม” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 3 , “นายประทีป วัลลภเกษม” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 4,

“นายอนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5, “นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 6,
“นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์” ผู้สมัครจาก "กลุ่มกรุงเทพฯบินได้" หมายเลข 7

“นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์กุล” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 8, “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 9

อนุชา บูรพชัยศรี
“นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” หรือ ดร.โจ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน หมายเลข 10 “นายประยูร ครองยศ” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 11 , “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ผู้สมัครในนามพรรคเศรษฐกิจ ได้หมายเลข 12 “นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล” หรือ "ดร.โจ้" ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 13

ส่วน “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ผู้สมัครอิสระ ที่เปิดตัวก่อนใครๆ แต่มาถึงแล้ว มัวเดินถ่ายภาพ ให้สัมภาษณ์สื่อ เลยไปถึงจุดรับสมัครหลังเวลา 08.30 น. จึงได้หมายเลข 14 แบบไม่ต้องจับสลาก

หลังจากได้เบอร์แล้ว “ชัชชาติ” แชมป์เก่าที่ได้หมายเลข 9 ถือเป็นเลขมงคล บอกถ้าพึงพอใจกับ กรุงเทพฯ ในทุกวันนี้ ก็ขอให้เลือกเบอร์ 9 ให้ก้าวต่อไป จากนั้นก็เริ่มออกเดินสายหาเสียง และมีการเปิดเวทีใหญ่ในช่วงเย็น สเตเดียมวัน บรรทัดทอง
ขณะที่ “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ได้เบอร์ 1 ยอมหวังผลว่าคะแนนเสียงจะมาเป็นที่ 1 ด้วย โดยชูนโยบาย “ SAVE BKK - BKK SAFE “ เน้นแก้ปัญหาเชิงรุก ทั้งเรื่อง อากาศ น้ำ ขยะ การจราจร เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการคอร์รัปชัน ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็น “แม่ทัพ” ไม่ใช่ “แม่บ้าน” ต้องพร้อมรับมือในทุกมิติ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้

“หม่อมกร” บอกว่า การจะแก้ปัญหาให้ลุล่วงต้องมีทีมงานที่ดี เข้มแข็ง และมีความพร้อม อาทิ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล- ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์-พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย” เป็นต้น

ส่วน“อนุชา”เบอร์ 5 บอกว่าเป็นเลขที่ตรงกับ 5 นโยบายหลักที่จะเปลี่ยนแปลงกรุงเทพ ให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจ-รายได้ที่ดีขึ้น ภายใต้กลไกการบริหารราชการที่โปร่งใส สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ ทุกที่ ทุกเวลา

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
สำหรับ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” จากพรรคส้ม ได้ เบอร์10 บอกว่าตรงกับนโยบายเติมกรุงเทพให้เต็ม10 ซึ่งเป็นนโยบายหลัก 10 ข้อ ได้แก่... ค้าขายไม่ต้องจ่ายส่วย ...ช่วยรายย่อย ซื้อของ SMEs มีลุ้นรางวัล...เปลี่ยนศูนย์ฝึกอาชีพเป็นแพลตฟอร์มรีสกิล เพื่อสร้างงาน...เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัยใกล้ชุมชน ...ดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี...อัปเกรดศูนย์เด็กเล็ก...เพิ่มโควต้าบัตรทองเป็น 1 ล้านคนในกทม. ...เพิ่มเส้นทางรถเมล์ครอบคลุมพื้นที่เมืองใหม่ ป้ายรถเมล์มีหลังคา... ฟื้นฟูคลอง พัฒนาเรือเมล์...จัดงบพัฒนาเขต 7-13 ล้านบาทต่อเขต

เป็นอันว่า บัดนี้การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ได้ออกสตาร์ทอย่างเป็นทางการแล้ว รอลุ้น 28 มิ.ย.69 วันหย่อนบัตร ว่าคนกรุงเทพฯ จะเลือกใคร?!