“พล.ท.กนก” หนุน กองทัพไทยสร้างเขื่อน-อ่างเก็บน้ำ“ห้วยตามาเรีย” ชี้ สามารถป้องกันการลุกล้ำช่องคานม้า หรือบุกยึดภูมะเขือ โดยปล่อยมวลน้ำจมฐานที่มั่นการของทหารกัมพูชา และทำลายทางขึ้นเขาพระวิหาร ขณะที่ทหารไทยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงฝ่ากับระเบิด อีกทั้งชาวบ้านยังได้ประโยชน์ในการทำเกษตร จี้รัฐบาล“อนุทิน”เร่งอนุมัติ ยัน สร้างบนแผ่นดินไทย เขมรไม่มีสิทธิค้าน! เชื่อ ไทย-กัมพูชามีรบรอบ 3 แน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
“โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย”ของกองทัพบก ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลายฝ่ายสนับสนุนให้เร่งดำเนินการเพราะมองว่าเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติ ขณะเดียวกันทหารกัมพูชาก็ทำการยั่วยุในหลากหลายรูปแบบเพราะไม่ต้องการให้ไทยขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรียมีความสำคัญอย่างไร เหตุใดกัมพูชาถึงพยายามขัดขวาง ?
พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า บริเวณห้วยตามาเรียนั้นไทยมีปัญหากระทบกระทั่งกับกัมพูชามาตลาด ตอนที่ตนเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีช่วงปี 2551 บริเวณนี้ก็มีปัญหาเพราะทหารกัมพูชาพยายามจะขึ้นไปที่ภูมะเขือ ทหารไทยยันกับกัมพูชาอยู่ตรงร่องห้วยมามาเรีย จนมาถึงการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาในปี 2568 ทั้งรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ก็มีการยิงปะทะกันที่ห้วยตามาเรีย เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ทหารกัมพูชาเพิ่งยิงระเบิด M79 ตกใส่ฐานปฏิบัติการห้วยตามาเรีย ล่าสุดวันที่ 24 พ.ค.ทหารกัมพูชาก็ยิงป่วน 9 นัดบริเวณห้วยตามาเรียอีก นอกจากนั้นแถวนี้กัมพูชายังลักลอบเข้ามาวางระเบิด มีทหารไทยที่เหยียบกับระเบิดขาขาด จึงถือว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย
เพราะฉะนั้นถ้าไทยสร้างเขื่อนที่ห้วยตามาเรียก็จะสามารถป้องกันไม่ให้ทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาได้ ซึ่งจุดที่จะสร้างสามารถสร้างเขื่อนได้สูงถึง 400 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยปริมาณน้ำอยู่ในระดับไม่เกิน 340 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเท่ากับความสูงของพื้นที่บริเวณช่องคานม้า เพื่อไม่ให้น้ำล้นไปทางกัมพูชา ซึ่งประโยชน์ที่จะได้ก็คือทหารกัมพูชาจะอยู่ตรงห้วยตามาเรียไม่ได้ ต้องขึ้นไปอยู่ตรงตีนเขาพระวิหาร อาจจะอยู่แถววัดแก้ว ซึ่งเมื่อสร้างเขื่อนเสร็จแล้วน้ำจะท่วมถนนบางจุดตามซอกไหล่เขาทำให้ทหารกัมพูชาข้ามมาไม่ได้ ขณะเดียวกันเกษตรกรของไทยก็สามารถใช้น้ำจากเขื่อนในการเพาะปลูกได้
ส่วนที่เกรงว่าสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรียแล้วหากทหารเขมรยิงระเบิดโจมตีให้เขื่อนแตก จะทำให้น้ำทะลักท่วมบ้านเรือนของคนไทย ชาวบ้านจะได้รับความเดือดร้อนนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าทหารไทยสามารถป้องกันได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีอ่างเก็บน้ำที่อยู่ตามแนวชายแดนของไทยอยู่หลายแห่ง เช่น ที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี มีอ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือตอนบน และอ่างเก็บน้ำห้วยพลาญเสือตอนล่าง ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ยุทธศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยว
“ ที่ทหารเขมรมายิงยั่วยุก่อกวนแถวห้วยตามาเรียก็เพราะเขาไม่อยากให้เราสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย เพราะพอสร้างเสร็จเส้นทางจะถูกปิดหมด เขมรจะขึ้นมายึดภูมะเขือก็ทำไม่ได้ ถ้าเกิดการสู้รบเราสามารถปล่อยน้ำลงไปฝั่งเขมรเพื่อทำลายฐานที่มั่นเขาได้ ซึ่งขึ้นกับวิธีบริหารจัดการน้ำของเรา ตรงนี้ถือเป็นชัยภูมิที่ดีด้วยเพราะเราสามารถสร้างถนนเลียบสันเขื่อนจากฝั่งภูมะเขือไปยังตีนเขาพระวิหาร คือโครงการนี้อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยเพราะฉะนั้นกัมพูชาไม่มีสิทธิ เขาจะคัดค้านอะไรก็ไม่มีผล แต่โครงการจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับรัฐบาลพิจารณาอนุมัติและจัดสรรงบประมาณให้ ” พล.ท.กนก กล่าว
หากพิจารณาจากที่ตั้งจะพบว่า“ห้วยตามาเรีย”มีชัยภูมิที่ดี โดยตั้งอยู่ที่ ต.ภูเงิน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ฝั่งตะวันออกของห้วยตามาเรีย คือเขาพระวิหาร โดยยอดสูงสุดซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารสูงประมาณ 640 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และจากจุดดังกล่าวพื้นที่จะลาดต่ำลงไปทางเหนือ และมีน้ำจากร่องห้วยตามาเรียไหลผ่าน เลยจากห้วยตามาเรียไปทางเหนือก็คือฐาน ตชด.ของไทย
ฝั่งตะวันตกของห้วยตามาเรีย คือภูมะเขือ ซึ่งสูงประมาณ 600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และจากจุดยอดสุดนั้นพื้นที่จะลาดต่ำลงไปทางเหนือเช่นกัน
ห้วยตามาเรียจึงถูกขนาบระหว่างภูมะเขือและเขาพระวิหาร โดยน้ำจากห้วยตามาเรียจะไหลย้อนขึ้นไปทางเหนือลงสู่ที่ต่ำในฝั่งประเทศไทย
ส่วนจุดสูงสุดของช่องเขาตามาเรียจะอยู่ที่ช่องคานม้า ซึ่งมีความสูงประมาณ 340 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จากปลายช่องคานม้า พื้นที่จะค่อยๆลาดต่ำไปทางเหนือ จนไปถึงบริเวณที่แคบที่สุดของช่องเขาซึ่งสูงประมาณ 270 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จะเห็นได้ว่าทั้งสองจุดนี้ห่างกันประมาณ 70 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถเก็บน้ำได้สูงสุด จึงเหมาะแก่การสร้างเขื่อนหรือทำนบกั้นน้ำ
สำหรับประโยชน์ของ“อ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย”นั้น ได้แก่
1. ช่วยกักเก็บน้ำให้ทหารมีน้ำใช้ และเกษตรกรในพื้นที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี
2. สามารถใช้น้ำเป็นปราการป้องกันไม่ให้กัมพูชารุกล้ำพื้นที่ช่องเขาตามาเรียได้ โดยเมื่อมีการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำตรงช่องเขาจะกลายเป็นผืนน้ำทั้งหมด ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยมีฐานปฏิบัติการอยู่สองฝั่งของเขา คือทั้งที่ภูมะเขือและเขาพระวิหารจึงสามารถควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด หากทหารกัมพูชาเข้ามาทางเรือ ทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่ฐานภูมะเขือ และ ตชด.ที่ประจำการอยู่ที่เขาพระวิหารจะต้องเห็น
ที่ผ่านมาการสู้รบกับทหารกัมพูชาเพื่อปกป้องห้วยตามาเรียและช่องคานม้าซึ่งเป็นดินแดนของไทยนั้น ทหารไทยต้องสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก โดยต้องฝ่าสนามทุ่นระเบิดและห่ากระสุนของกัมพูชา แต่หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย ไทยจะสามารถปล่อยน้ำไปท่วมฐานที่มั่นของทหารกัมพูชา ทำให้ทหารกัมพูชาล่าถอยไป ซึ่งเป็นกลศึกที่ทหารไทยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง
3. จากความสูงของช่องคานม้าซึ่งอยู่ปลายสุดของช่องเขาห้วยตามาเรีย มีความสูงประมาณ 340 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หากฝ่ายไทยสร้างเขื่อนกั้นตรงจุดที่แคบที่สุดของช่องเขา ซึ่งสูงประมาณ 270 เมตร (มีความสูงต่างกัน 70 เมตร) หากสร้างเขื่อนให้มีความสูง 80-90 เมตร และเก็บกักเก็บน้ำเต็มที่ น้ำจะสูงจนท่วมฐานทหารกัมพูชาซึ่งตั้งประจัญหน้ากับทหารไทยที่ตามาเรียในปัจจุบัน และท่วมไปจนถึงบริเวณช่องคานม้า ส่วนฐานทหารไทยซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องตามาเรียก็สามารถย้ายฐานขึ้นไปเสริมกำลังบนเขาพระวิหารหรือภูมะเขือแทน นอกจากนั้นน้ำอาจจะท่วมบางส่วนของถนนทางขึ้นเขาพระวิหารด้านกัมพูชาซึ่งจะช่วยสกัดกั้นการส่งกำลังของทหารกัมพูชาที่จะขึ้นไปยังเขาพระวิหารได้อีกทางหนึ่ง
4. หากไทยไม่ระบายน้ำเลย โดยปล่อยให้น้ำท่วมสูงขึ้นไปจนเลยเส้นชั้นความสูงที่ 340 เมตรจากระดับน้ำทะเล ช่องทางแถวช่องคานม้าจะกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน น้ำจะล้นอ่างเก็บน้ำแล้วไหลลงสู่ฝั่งกัมพูชาแทน เกิดเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงไปตามหน้าผา กัดเซาะถนนหนทางที่จะขึ้นมายังช่องคานม้าและเขาพระวิหาร ซึ่งจะทำให้การส่งกำลังทหารของกัมพูชาเข้ามายังจุดดังกล่าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ส่วนกรณีที่ขณะนี้ทางกัมพูชามีการเสริมกำลังทหารบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในหลายจุดนั้น “พล.ท.กนก” มองว่า การเสริมกำลังตามแนวชายแดนของกัมพูชานั้นเป็นแค่ทหารฝึกใหม่ที่หมุนเวียนเข้ามาแทนทหารรุ่นเก่า ซึ่งทหารใหม่เหล่านี้เวลามาประจำตามแนวชายแดนก็พยายามจะเข้ามาดูว่าเขตของกัมพูชาอยู่ตรงไหน เขตของไทยอยู่ตรงไหน จึงมีการยั่วยุ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ส่วนบรรดานักโทษที่กัมพูชานำมาทำงานบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชานั้นน่าจะให้มาทำทางและขุดคูเลต แต่ไม่ใช่ส่งมารบกับไทยเพราะนักโทษไม่ได้ถูกฝึกทักษะการรบ ขนาดทหารกัมพูชาที่ผ่านการฝึกมายังสู้ทหารไทยไม่ได้เลย
ถ้าถามว่ากัมพุชาจะรบกับไทยหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าจะยังไม่มีการรบในช่วงนี้ คือกัมพูชาจะรบได้ต้องมีอาวุธเข้ามาสนับสนุนก่อน เพราะตอนนี้อาวุธของกัมพูชาร่อยหรอลงมาก ช่วงท้ายของการรบรอบที่สอง ทหารกัมพูชายิงจรวด 40 ลำกล้อง แต่ตอนยิงทหารไทยนับได้แค่สิบนัดเท่านั้นแสดงว่ากองทัพกัมพูชาขาดแคลนกระสุน ส่วนการเสริมกำลังอาวุธของกัมพูชานั้นที่ได้ข่าวคือมีอาวุธเถื่อนที่ส่งมาจากเบลารุสลำเครื่องบินเดียวเท่านั้น ส่วนอาวุธที่กัมพูชาเซ็นสัญญาซื้อจากตุรกี 30,000 ล้านบาท ทางตุรกียังไม่ได้ส่งมาเพราะต้องเก็บไว้ป้องกันประเทศตัวเองจากอิสราเอลก่อน ส่วนอาวุธที่ซื้อผ่านตลาดมืดก็มีบ้างประปราย ซึ่งไทยต้องคอยติดตามว่ามีอาวุธชนิดไหนส่งมายังกัมพูชาบ้าง ที่สำคัญตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ก.ค.เป็นช่วงฤดูฝน ช่วงนี้ดินจะอ่อนทำให้การเคลื่อนย้ายกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารกัมพูชาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นเชื่อว่ากัมพูชาจะยังไม่เปิดศึกกับไทยในช่วงนี้
“ เชื่อว่าการรบรอบ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชามีแน่ แต่เขมรจะยังไม่รบกับเราในช่วงนี้ เพราะยังไม่มีความพร้อมในหลายๆด้าน ทั้งเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ เส้นทางลำเลียงกำลังพล สงครามในตะวันออกกลางทำให้น้ำมันขาดแคลนและมีราคาแพง ซึ่งการรบของเขมรนั้นไม่ได้ต้องการชนะไทยเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าสู้ไม่ได้ แต่เขาต้องการรบเพื่อจุดประเด็นให้นานาชาติสนใจและเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้ความช่วยเหลือกัมพูชา แต่ขณะนี้ทั่วโลกต่างหันไปให้ความสนใจกับการสู้รบในตะวันออกกลางเนื่องจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเขา จึงไม่มีใครสนใจกัมพูชา ” พล.ท.กนก ระบุ

