xs
xsm
sm
md
lg

เนวิน-เขากระโดง ยิ่งใหญ่ได้เพราะ "อนุทิน" เสกงบหลวงให้.. "เสรีพิศุทธ์" ร่ายดาบฟาดไม่ยั้ง!! ** ใครที่ทำคลอดระบอบสีน้ำเงิน!? “แก้วตา” ซัด “เท้ง” อย่างบิดเบือนกรรมที่ตัวเองก่อ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล - เนวิน ชิดชอบ - ธิษะณา ชุณหะวัณ
ข่าวปนคน คนนปนข่าว

++ "เนวิน-เขากระโดง"ยิ่งใหญ่ได้เพราะ"อนุทิน" เสกงบหลวงให้.. "เสรีพิศุทธ์"ร่ายดาบฟาดไม่ยั้ง!!

โพสต์ของ "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส" เมื่อวานนี้ (26พ.ค.)ต้องบอกว่า ดุเดือดเลือดพล่านจนชาวเน็ตเข้าไปตั้งฉายาชั่วโมงนี้ให้เป็น "มือปราบเขากระโดง"

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เจ้าของสโลแกน "มึงโกงเจอกู" ช่วงหาเสียงเลือกตั้งยังคงไม่ลืมคำมั่นตัวเอง ด้วยการเปิดฉากสาวไส้พ่วงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และผลประโยชน์ระหว่างสองบิ๊กแห่ง "ค่ายน้ำเงิน" ชนิดที่อ่านแล้วต้องร้องอุทานว่า โอ้มายก๊อด... แปดปีที่ผ่านมานี้ ช่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดีแท้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กางไทม์ไลน์เกี่ยวกับธุรกิจและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ “เนวิน-เขากระโดง” ที่สามารถสถาปนาความยิ่งใหญ่จนกลายเป็น "บุรีรัมย์โมเดล" ได้ทุกวันนี้ เผยให้เห็นเส้นทางสายอำนาจและบารมีที่มีชายชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” คอยใช้ทั้งอำนาจรัฐ บารมี และเงินงบประมาณจากภาษีประชาชนเข้าไปอุ้มชู ดูแล และผลักดันแบบจัดเต็มคาราเบล ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา!

ไทม์ไลน์สายสัมพันธ์ ทำให้งบรัฐไหลมาเทมาสู่บุรีรัมย์ ถ้าจะย้อนดูความสัมพันธ์แบบ "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งงบ" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เริ่มจากจุดสตาร์ท ตั้งแต่ปี 2560

เนวิน ชิดชอบ
ตอนนั้น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา คือ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ซึ่งเป็นสะใภ้ในตระกูลวัฒนวรางกูร ขณะที่ "เสี่ยหนู" อนุทิน สามีของ นางสนองนุษฯ ก็เป็นลูกเขยตระกูลนี้ เรียกว่าเป็นเครือญาติคอนเนกชัน ประเดิมเคาะงบก้อนแรกเข้า ครม. เมื่อวันที่ 21 มี.ค.60 อนุมัติลิขสิทธิ์จัดแข่งรถระดับโลก MotoGP ครั้งแรก เป็นเงินเหนาะๆ 300 ล้านบาท เปิดฉากเบิกเนตรความปังให้ "สนามช้างอารีน่า" ทันที

พอเข้าสู่ปี 2562 ล้อหมุนเปลี่ยนรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ มาเป็น "โกเกี๊ยะ" พิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย ไม่รอช้าเสนอ ครม.อนุมัติต่อสัญญา MotoGP ยาวไปตั้งแต่ปี 2564-2569 ฟาดวงเงินงบประมาณรัฐไปอีก 900 ล้านบาท! สัญญาผูกพันยาวๆ เหมือนความรักของ "เนวิน-เสี่ยหนู" ยังไงยังงั้น

ช่วงวิกฤตก็ไม่ทิ้งกันจำปี 2563 ช่วงโควิด-19 ระบาดหนักหน่วง จนแทบจะปิดประเทศกันได้มั้ย?

อนุทิน ชาญวีรกูล
ตอนนั้น "เนวิน" พยายามยื้อสุดชีวิตเพื่อจะจัดงาน MotoGP ให้ได้ และคนที่เป็นเดอะแบกสะพายกระเป๋ายาลงพื้นที่บุรีรัมย์ด้วยตัวเองก็คือ "หมอหนู" ในฐานะรมว.สาธารณสุข ยุคนั้นเร่งฉีดวัคซีนปูพรมในพื้นที่ จนโดนค่อนแคะทั่วแผ่นดินว่า บุรีรัมย์ “โคตรๆ วีวีไอพี” เพื่อเป้าหมายเดียวคือ อยากเปิดจังหวัดจัดแข่งรถให้ได้ แต่สุดท้ายพิษโควิดมันแรงเกินต้าน ยื้อไม่ไหวต้องยอมถอยไปก้าวหนึ่ง

ความพยายามดันเมืองบุรีรัมย์ให้เรืองรองไม่หยุดแค่นั้น พอปี 2565 ยุคของ "พ.ร.บ.กัญชาเสรี" จังหวัดไหนจะปลูกได้เยอะที่สุด ถ้าไม่ใช่บุรีรัมย์? แถม"เสี่ยหนู" ยังใจดีขนหน่วยงานราชการไปจัดสัมมนาส่งเสริมกัญชาด้านเศรษฐกิจกันถึงในถิ่น "สนามช้างอารีนา" เงินหมุนเวียนสะพัด สะเทือนแทร็กแข่งรถกันเลยทีเดียว

แถมโปรไฟล์ของ “เสี่ยหนู”ในงาน MotoGP ที่บุรีรัมย์ก็อัปเกรดขึ้นเรื่อยๆ ตามตำแหน่ง

ปี 2565: ไปในฐานะรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ยืนเด่นเป็นประธานมอบรางวัล
ปี 2566: ขยับมาเป็น รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย คุมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ก็ยังบินไปเปิดงาน MotoGP เหมือนเดิม
ปี 2568 จุดพีคสุด! "เสี่ยหนู" ก็จูงมือ "อิ๊งค์"แพทองธาร ชินวัตร บินไปพบ “เนวิน”ถึงถิ่น เพื่อเจรจาต่อสัญญา MotoGP ยาวไปถึงปี 2570 และสบัดปากกาอนุมัติงบหลวงก้อนมหึมาถึง 3,997.86 ล้านบาท หรือ เกือบสี่พันล้าน เพื่อต่อสัญญาจัด MotoGP ปี 2570-2574

มาถึง ปี 2569 ล่าสุด สดๆร้อนๆ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 นายกฯอนุทิน ก็นั่งเครื่องบินหลวง บินปร๋อไปเปิดงาน MotoGP ที่บุรีรัมย์ อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
งานนี้ก็ต้องชื่นชมพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ชี้เป้าให้สังคมเห็นว่า ความมั่งคั่ง และอิทธิพลของกลุ่มทุนการเมืองบุรีรัมย์ ถูกหล่อเลี้ยงด้วยกลไก และงบประมาณของรัฐอย่างเป็นระบบ

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการแข่งรถระดับโลก คือ กรณีพิพาทที่ดิน "เขากระโดง" พื้นที่ทับซ้อนระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับที่ดินของเนวิน และพวกพ้อง ซึ่งคาราคาซังมานานจนสังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดกลไกของรัฐถึงทำอะไรไม่ได้

การที่"อนุทิน" คอยเอาใจใส่ เติมงบประมาณ เติมบารมีให้โปรเจกต์ของค่ายบุรีรัมย์อยู่ตลอดเวลา มันทำให้โครงข่ายอำนาจนี้ แข็งแกร่งจนแตะต้องไม่ได้ ยิ่งเนวิน ยิ่งใหญ่ ปัญหาเรื่องการทวงคืนที่ดินหลวงเขากระโดงก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อ เพราะ ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ คือคนกันเองทั้งนั้น!

งานนี้ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ปิดท้ายแบบไม่ต้องอ้อมค้อมว่า ถ้าอยากจะ “ทวงคืนเขากระโดง” ให้กลับมาเป็นของแผ่นดินอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การไปไล่บี้ข้าราชการตัวเล็กๆ แต่ต้อง “หยุดอนุทิน” ให้ได้เสียก่อน เพราะตราบใดที่ "เสี่ยหนู" ยังมีอำนาจล้นมือ งบประมาณและเกราะคุ้มกัน ก็ยังคงหนาแน่น

คำถามคือแล้วจะหยุดอย่างไร ในเมื่อตอนนี้ “เสี่ยหนู” เป็นถึงเบอร์หนึ่งของตึกไทยคู่ฟ้า?

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” แนะช่องทางปราบเขากระโดงไว้ 2 ทาง ซึ่งบอกเลยว่า ตรงและเร็วที่สุด คือใช้เสียง สส. 50 ชื่อ ยื่นเรื่องผ่านประธานสภาฯ ส่งตรงให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" วินิจฉัยคุณสมบัติ หรือการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

สอง ทางเลือกสายกฎหมาย ยื่นเรื่องผ่าน กกต. เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

งานนี้ถือเป็นเกมวัดใจพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน ว่าจะมีใครกล้า "กระตุกหนวดเสือ" ลุกขึ้นมาเซ็นชื่อ 50 คน เพื่อดับเครื่องชนกับ “นายกฯอนุทิน”หรือไม่? เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า คอนเนกชัน "เนวิน-อนุทิน" ยามนี้อหังการ์ได้เต็มที่ แต่ขอให้เชื่อฟ้ามีตา ท่าทางงานนี้จะจบไม่สวยแน่นอน!

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญวุฒิ
++ ใครที่ทำคลอดระบอบสีน้ำเงิน!? “แก้วตา” ซัด “เท้ง” อย่างบิดเบือนกรรมที่ตัวเองก่อ!

ช่วงนี้ วาทกรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นคนเปิดประเด็น กำลังอยู่ในกระแสวิพากวิจารณ์

มีการวิเคราะห์ ตีความกันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้นหมายถึง“พรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายบุรีรัมย์คอนเนกชัน” หรือ เหนือไปกว่านั้น

และแล้ว “เท้ง” ก็ออกมาขยายความให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า... พรรคภูมิใจไทย เป็นเพียง “เอเจนท์” คนหนึ่งของระบอบนี้ เท่านั้น
อ้าว!...อย่างนี้ก็เหมือน “เท้ง” ชี้นำว่า หมายถึง “สีน้ำเงิน” ที่ไปไกลกว่าพรรคภูมิใจไทย เพราะในความหมายของ ธงไตรรงค์ สีน้ำเงินนั้น หมายถึง พระมหากษัตริย์ นี่

แต่ถ้าลองตรึกตรองให้ดีก็จะพบความจริงว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ในทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ไม่ได้ถือกำเนิดจากสถาบันพระมหากษัตริย์

หากเกิดจากสมการทางอำนาจหลังการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาชนเองมีส่วนสำคัญในการสร้างขึ้นมา!!

เพราะถ้าวันนั้นพรรคประชาชน ไม่ยกมือสนับสนุนให้อีกฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล หรือหากตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อใช้อำนาจถ่วงดุลภายใน “ระบอบสีน้ำเงิน”ในแบบที่พวกเขากำลังโจมตีอยู่ทุกวันนี้ อาจไม่มีวันเติบโตขึ้นมามากขนาดนี้

“ แก้วตา” ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคส้ม “หลานน้าชาติ” ได้แสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า การที่ “เท้ง” มโนว่า “ระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าภูมิใจไทย” อาจฟังดูเหมือนวิเคราะห์ลึก แต่เอาเข้าจริงมันคือการพยายามพาตัวเองหนีออกจากฉากอาชญากรรมทางการเมือง ที่ตัวเองมีส่วนลงมือ!

ธิษะณา ชุณหะวัณ
คำถามง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้สติปัญญาซับซ้อนอะไรมาก ก็คือ แล้วใครโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายก?

จะอ้างรัฐธรรมนูญ 2560 อ้างองค์กรอิสระ อ้างยุทธศาสตร์ชาติ อ้างโครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชน ก็อ้างได้หมด แต่การอ้างโครงสร้างเพื่อกลบการกระทำของตัวเอง มันคือ “การแถ” แบบดูถูกความทรงจำของประชาชน

ประชาชน ไม่ได้ไร้เดียงสาทางการเมือง ถึงขั้นแยกไม่ออกว่า “โครงสร้าง” กับ “คนที่ยกมือให้โครงสร้างนั้นมีอำนาจต่อ” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ปัญหาไม่ใช่ว่า คุณไม่รู้ว่าระบอบนี้เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือคุณรู้แต่ก็ยังโหวต!

นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดเล็กน้อย นี่คือการใช้เสียงประชาชน ไปผลิตซ้ำอำนาจที่ประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการ!
ฉะนั้น อย่ามโนว่าการพูดคำใหญ่ๆ อย่าง “ระบอบ” จะล้างความรับผิดชอบได้ ระบอบอาจใหญ่กว่าภูมิใจไทย แต่การโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ คือการตัดสินใจของพวกคุณเอง ... รับผิดค่ะ ไม่ใช่แถ!

“แก้วตา” ยังเย้ยหยันแบบไม่ไว้หน้า ว่า “เท้ง” ตอบคำถามทางการเมืองแบบไม่มีชั้นเชิงเลย

เวลาอยู่บนเวที หรือที่ที่ไม่มีใครถามย้อน อาจพูดคำใหญ่ๆ ได้ ดูเหมือนเฉียบคม กล้าชน มีหลักการ แต่พอต้องตอบคำถามจริงๆ ที่แตะมาถึงความรับผิดชอบของตัวเอง กลับเหลือแค่การแถ...การมโน และ การโยนความผิดให้พ้นตัว

นักการเมืองที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง ไม่ใช่คนที่เก่งแต่จิกกัด แซะคนอื่น หรือพูดประโยคให้กองเชียร์เอาไปตัดคลิป

แต่ต้องมีวุฒิภาวะ ต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อการตัดสินใจของตนส่งผลทางประวัติศาสตร์การเมือง แล้วตนเองจะรับผิดชอบอย่างไร
เพราะการเมืองมีผลจริง ประชาชนต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้นจริง และประเทศต้องจ่ายราคาจริง

แล้วการที่คุณใช้อำนาจของประชาชนไปเปิดทางให้อำนาจที่คุณด่าในวันนี้ คุณจะรับผิดชอบอย่างไร ?

ถ้าตอบได้แค่แถ ก็อย่ามโนว่าเป็นความลึกซึ้งทางการเมืองค่ะ … บางทีมันอาจเป็นแค่ความตื้นเขิน ที่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเท่านั้นเอง