xs
xsm
sm
md
lg

ผลสอบอุบัติเหตุรถไฟสีคิ้ว ล้มเหลวทั้งระบบ ส่วนพระราม 2 ฐานรองรับไม่มั่นคง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีคานปูนและเครนพังถล่ม ทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ถนนพระราม 2 โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น. เครนยักษ์ที่ใช้ในการก่อสร้างสะพาน พร้อมกับชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปน้ำหนักรวมหลายร้อยตันได้พังถล่มลงมาทับถนนพระราม 2 บริเวณ กม.30+300 ตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ในระหว่างที่ประชาชนกำลังใช้เส้นทาง โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์บนถนนด้านล่าง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างแต่อย่างใด

โดยกระบวนการสอบสวน กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ทันทีในวันเดียวกับที่เกิดเหตุ และได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านวิศวกรรม ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ นำโดย รองศาสตราจารย์เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ คณะกรรมการประชุม รวม 8 ครั้ง และคณะอนุกรรมการวิศวกรรมประชุมเพิ่มเติมอีก 4 ครั้ง โดยดำเนินการอย่างครบถ้วนทุกมิติ ประกอบด้วย

- การลงพื้นที่จริง ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบซากความเสียหายด้วยตาตนเอง

- รวบรวมเอกสารหลักฐานจากกรมทางหลวง 21 รายการ ครอบคลุมสัญญา แบบก่อสร้าง คู่มือเครน และรายงานความปลอดภัย

- สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 13 ราย ทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้าง ผู้ออกแบบ และผู้รับจ้าง

- ทดสอบคุณภาพวัสดุคอนกรีตในห้องปฏิบัติการและในสนาม

- วิเคราะห์โครงสร้างด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ (Finite Element Method)

- ตรวจสอบสมมติฐานสาเหตุทั้งหมด 7 ข้อ อย่างเป็นระบบ

โดยสาเหตุข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์หลังตัดสมมติฐานออกทีละข้อด้วยหลักฐานทางวิศวกรรม คณะอนุกรรมการสรุปได้ชัดเจนว่า สาเหตุหลักไม่ใช่วัสดุด้อยคุณภาพ ไม่ใช่ดินทรุด และไม่ใช่ภัยธรรมชาติ สาเหตุเกิดจากความบกพร่องในการติดตั้งที่สะสมกันหลายจุด จนนำไปสู่การพังถล่มในที่สุด ซึ่งสะพานที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้นมีความลาดเอียง ทำให้เครนหนักหลายร้อยตันจึงต้องยืนบนพื้นที่ลาดเอียงดังกล่าว ผู้รับจ้างแก้ปัญหาด้วยการนำแผ่นเหล็กหนามาซ้อนกัน 8 ชั้น สูงกว่า 80 เซนติเมตร เพื่อปรับระดับและรองด้วยทรายอีกชั้นหนึ่ง เปรียบเทียบกับการนำอิฐซ้อนกันสูงเกือบ 1 เมตร แล้วนำรถบรรทุกหนักขึ้นไปยืนบนพื้นที่ลาดเอียง ทำให้ระบบยึดเครนถูกติดตั้งผิดแบบ โดยเปลี่ยนจากระบบที่คู่มือกำหนดให้มีจุดหมุนและลูกล้อ (Pin-Roller) ทำให้โครงสร้างขยายตัวตามอุณหภูมิได้ ไปเป็นจุดหมุนทั้งสองด้าน (Pin-Pin) ซึ่งล็อกตายไว้ทั้งคู่ และเมื่อมีแสงแดดในตอนเช้าจะทำให้อุณหภูมิของโลหะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 องศาเซลเซียส ทำให้โครงสร้างขยายตัว แต่เนื่องจากถูกล็อกทั้งสองด้านจึงเกิดแรงดันออกด้านข้าง กดลงบนหอแผ่นเหล็กที่ซ้อนกันอยู่บนพื้นลาดเอียง แผ่นเหล็กเริ่มไถลออกทีละชั้น ๆ อย่างรวดเร็ว จนขาที่รองรับเครนพังทลาย ทำให้เครนทั้งหลังถล่มลงมา

ส่วนความรับผิดชอบจากเหตุการณ์นี้ คณะกรรมการฯ พบความบกพร่องทั้งฝ่ายผู้รับจ้างและฝ่ายผู้ควบคุมงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ฝ่ายผู้รับจ้าง (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน)) ได้ดำเนินการ

- ติดตั้งระบบยึดเครนผิดแบบที่ได้รับอนุมัติไว้ โดยเปลี่ยนจาก Pin-Roller เป็น Pin-Pin

- ติดตั้งระบบยึดและค้ำยันขารองรับไม่ตรงตามแบบที่ขออนุมัติ

- ใช้แผ่นเหล็กซ้อนกันสูงเกินมาตรฐาน และใช้ทรายรองบนพื้นลาดเอียง ซึ่งเสี่ยงต่อการไถลเมื่อมีแรงกระทำด้านข้าง

- นำเครนมาจากโครงการอื่น แล้วดัดแปลงให้เข้ากับงานนี้อย่างไม่รัดกุม เนื่องจากต้องการเร่งงาน

- ใบรับรองความปลอดภัย ปจ.1 ของเครนคันนี้ หมดอายุตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 แต่ยังคงใช้งานต่อมาอีกกว่า 2 เดือนจนเกิดเหตุ โดยไม่มีเอกสารการต่ออายุ

ฝ่ายผู้ควบคุมงาน (กรมทางหลวง)

- รับทราบและอนุมัติการติดตั้งที่มีความแตกต่างจากแบบเดิม โดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างรัดกุมเพียงพอ

- แบบฟอร์มตรวจสอบ (Checklist) ที่ใช้ในโครงการไม่มีรายละเอียดเชิงเทคนิคเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ ทำให้วิศวกรผู้ควบคุมงานไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างถี่ถ้วน

- ไม่มีการติดตามหรือทวงถามการต่ออายุใบ ปจ.1 ของเครนที่ใช้ในโครงการ

- กรมทางหลวงยังไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานชนิดนี้ด้วยเครน Launching Gantry แม้แต่ฉบับเดียวโดย ทำให้มีช่องโหว่เชิงระบบที่อันตรายที่สุด หากไม่ดำเนินการแก้ไข โครงการก่อสร้างลักษณะเดียวกันที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วประเทศ มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุซ้ำได้ทุกเมื่อ

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีข้อเสนอแนะและสิ่งที่ต้องดำเนินการสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1. การดำเนินการเร่งด่วน - ดำเนินการทันที ดังนี้

- ตรวจสอบใบรับรองความปลอดภัยเครนทุกคันในทุกโครงการ สั่งให้กรมทางหลวงตรวจสอบใบ ปจ.1 ของเครนและเครื่องจักรหนักทุกชิ้นในโครงการก่อสร้างที่ยังดำเนินอยู่ หากพบว่าหมดอายุหรือไม่ครบถ้วน ให้หยุดการใช้งานทันที และกำหนดให้การต่ออายุต้องครอบคลุมทุกระบบของเครน ไม่ใช่เพียงบางส่วน

- ห้ามดัดแปลงเครนหนักโดยไม่มีการอนุมัติใหม่ ออกคำสั่งห้ามผู้รับจ้างทุกรายปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเครื่องจักรหนักโดยพลการ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ต้องมีวิศวกรคำนวณใหม่ทั้งหมด และได้รับอนุมัติจากนายช่างโครงการก่อนทุกครั้ง

2. ระยะสั้น ภายใน 30 วัน

- ออกมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานด้วยเครน Launching Gantry โดยให้กรมทางหลวงจัดทำมาตรฐานดังกล่าวโดยเร่งด่วน โดยอ้างอิงมาตรฐานของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) ที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นต้นแบบ ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมกว่า

- กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบเครนก่อนใช้งาน ตรวจสอบเครนหนักในโครงการของรัฐทุกสัญญา ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระจากผู้รับจ้างเข้าร่วมตรวจสอบและรับรอง ไม่ใช่ให้ผู้รับจ้างตรวจสอบตัวเอง

3. ระยะกลาง การดำเนินการเชิงระบบ

- ติดตั้งระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนแบบ Real-time โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับทุกโครงการควรติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเอียงและแรงดึงของโครงสร้าง เพื่อส่งสัญญาณเตือนอัตโนมัติก่อนที่โครงสร้างจะสูญเสียสมดุล ซึ่งจะเป็นระบบป้องกันชีวิตทั้งคนงานและประชาชนผู้ใช้เส้นทาง

- ยกระดับระบบตรวจสอบของผู้ควบคุมงาน กรมทางหลวงต้องปรับปรุงแบบฟอร์มตรวจสอบให้มีรายละเอียดเชิงเทคนิคเฉพาะสำหรับแต่ละประเภทงาน และกำหนดมาตรฐานเดียวกันในทุกสัญญา พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินก่อนเริ่มงานทุกครั้ง

ส่วนการเยียวยาผู้เสียหาย บริษัทอิตาเลียนไทยฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตครอบครัวละ 150,000 บาท และมีแผนเยียวยาเพิ่มเติมรายละ 1,000,000 บาท ทั้งนี้ กรมทางหลวงจะติดตามให้กระบวนการเยียวยาเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อไป